วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

สมองที่หลายคนชอบเข้าใจผิดๆมันสมองของวิเศษในตัวของท่าน


ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจมันสมองของวิเศษในตัวท่าน

1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลียทำงานช้าลงเข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมอง เมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเรื่องนี้พบว่าไม่จริง สมองเพลียกับใครไม่เป็นเพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ ไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อพลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี(Electrochemical) ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียนเปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมองก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆ สักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อยใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอน เช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่าน ดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่าท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงาน และไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น

2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12พันล้านตัว แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite) สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical) แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้า ในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่

3.อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญ นักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคน โดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆ ถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจสักหน่อย แต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลย เพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่ายเท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆมักจะฉลาดกว่าคนอื่น "แต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือ?" นักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึกตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงานไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมีไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์นอาดัมส์,อับราฮัม ลินคอล์น,นโปเลียน,เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆแต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ คืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้

4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน ....ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่าก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้สมองเสื่อมความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้อย่างนั้น แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหว ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรคหรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้ ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้ เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น

5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้น ท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอ ความจำของท่านก็จะดีขึ้นคือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้น มีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจ กำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมอง ทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจ หรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหา หรือความยากลำบากต่างๆกำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น

6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์ ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่า จิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษ และความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกอง แต่มันน่าประหลาดที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้ มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลันทันด่วน และแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว ตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิต อย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ เจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้นก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่ มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้าน แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้น มันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำ นักจิตวิทยากล่าวว่า หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้ อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่ เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้าจิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเอง ถ้าเราเป็น"คนขลาด"ขี้อายเราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาด เราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง

Wide Angle Lens



Wide Angle Lens ชื่อมีความหมายตรงตัวว่า เลนส์มุมกว้าง ที่เรียกว่ามุมกว้างนั้นคือ มันมีมุมรับภาพกว้างกว่าเลนส์มาตรฐาน ( Normal Lens ) หรือมากกว่า 47 ํ หรือเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสน้อยกว่า 50 มม. เช่น 35 มม., 28 มม. , 24 มม. ลดลงไปเรื่อยๆ

มุมรับภาพเป็นลักษณะประจำตัวของเลนส์แต่ละขนาดความยาวโฟกัส แต่เรามักเรียกเลนส์ที่ทางยาวโฟกัสซึ่งสะดวกกว่า จำง่ายกว่า เช่น Wide Angle Lens 24 mm.F2.5 ไม่บอกมุมรับภาพหากเราไปดูในรายละเอียดของเลนส์จะพบว่ามันมีมุมรับภาพ 84 ํ ซึ่งกว้างกว่า Normal Lens ซึ่งมีมุมรับภาพ 47 ํ เมื่อเลนส์มีมุมรับภาพกว้างทำให้เก็บองค์ประกอบของภาพได้มากกว่า โปรดดูภาพซ้ายมือประกอบ เมื่อเรามองผ่านเลนส์ที่มีมุมรับภาพกว้างจะเห็นว่าวัตถุที่จะถ่ายนั้นอยู่ห่างไกลออกไปจากตัวเราและมีขนาดเล็กลงเมื่อเปรียบเทียบกับการมองภาพด้วยตาเปล่า ส่วนจะเล็กลงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความยาวโฟกัสของเลนส์ตัวนั้น ทางยาวโฟกัสยิ่งสั้นเช่น 20 มม. จะเห็นวัตถุเล็กกว่าเมื่อมองจากเลนส์ 35 มม. สัดส่วนของภาพที่มองผ่านเลนส์จะย่อลงเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับสัดส่วนเปรียบเทียบกับเลนส์มาตรฐาน 50 มม.

เลนส์ 50 มม. มองวัตถุสูง 1 เมตร จะเห็นว่าวัตถุนั้นยังคงสูงเท่าเดิมคือ 1 เมตร

เลนส์ 35 มม. มองวัตถุสูง 1 เมตร จะเห็นว่าวัตถุนั้นยังคงสูงเท่าเดิมคือ 0.7 เมตร

เลนส์ 50 มม. มองวัตถุสูง 1 เมตร จะเห็นว่าวัตถุนั้นยังคงสูงเท่าเดิมคือ 0.36 เมตร

สัดส่วนที่ลดลงเราได้จาก ความยาวโฟกัสของเลนส์ตัวนี้ / ความยาวโฟกัส 50 มม. x ความสูงของวัตถุ

เมื่อเรามองเห็นวัตถุมีขนาดเล็กลงก็รู้สึกเหมือนกับว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างไปจากเดิม

ข้อดีของเลนส์ไวด์คือเก็บภาพได้มากกว่า ให้ความชัดลึก สูงมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ยิ่งทางยาวโฟกัสยิ่งน้อยระยะชัดลึกยิ่งมาก มีดีก็ต้องมีเสีย ข้อเสียของเลนส์ไวด์คือ การบิดเบี้ยวของภาพ ( คือถ่ายเส้นตรงแล้วมันไม่ตรง ) ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นเลนส์ที่โค้งมากๆ นั่นเอง เลนส์ทางยาวโฟกัสยิ่งน้อยภาพจะยิ่งบิดเบี้ยวได้มากหากนำไปถ่ายภาพคนภาพที่ออกมาจะหน้าบวมไม่สวยแถมน่าเกลียดอีกตะหาก เหมาะสำหรับภาพวิวทิวทัศน์

เลนส์มุมกว้างมีชิ้นเลนส์ที่โค้งมากทำให้เกิดภาพแฟร์ได้ง่ายหากมีการถ่ายภาพย้อนแสงหรือเฉียงๆ กับแสง ดังนั้นหากเรามีเลนส์ไวด์ไว้ใช้ก็ควรจะมี Hood สำหรับเลนส์ไวด์ไว้หน้าเลนส์ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพที่ถ่ายออกมาเสียคุณภาพไป เลือก Hood อย่างไรเอาไว้วันหลังจะลงบทความไว้ให้อ่านนะครับ

<- เพื่อความเข้าใจเรื่องมุมของการรับภาพกรุณาดูภาพซ้ายมือ และ รูปเปรียบเทียบอัตราส่วนของภาพจากภาพล่าง

การเลือกเลนส์ไวด์ไว้ใช้งาน

ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ทั่วๆ ไป 20 ถึง 35 มม. ซึ่งได้ภาพในมุมกว้างและภาพไม่บิดจนเห็นชัด

ถ่ายภาพงานพิธีเช่นแต่งงาน เป็นต้น ควรใช้ 35 มม. ถ้ากว้างมากเช่น 20 หรือ 24 หน้าของคนในภาพจะเบี้ยว

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

สแกนเนอร์

สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอลซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทำงานต่างๆได้ดังนี้
- ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร
- บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์
- แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์
- เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ
โดยพื้นฐานการทำงานของสแกนเนอร์, ชนิดของสแกนเนอร์ และความสามารถในการทำงานของสแกนเนอร์แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

ชนิดของเครื่องสแกนเนอร์
สแกนเนอร์สามารถจัดแบ่งตามลักษณะทั่วๆ ไป ได้ 2 ชนิด คือ
Flatbed scanners, ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ ชนิดนี้มีพื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMaker III Transparency and slide scanners, ซึ่งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ง เช่น ฟิล์มและ สไลด์

การทำงานของสแกนเนอร์
การจับภาพของสแกนเนอร์ ทำโดยฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน แสงจะผ่านกลับไปมาและภาพ จะถูกจับโดยเซลล์ที่ไวต่อแสง เรียกว่า charge-couple device หรือ CCD ซึ่งโดยปกติพื้นที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสงได้น้อยและพื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสงได้มากกว่า CCD จะสืบหาปริมาณแสงที่สะท้อนกลับ
จากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และเปลี่ยนคลื่นของแสงที่สะท้อน กลับมาเป็นข้อมูลดิจิตอล หลังจากนั้นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการสแกนภาพก็จะแปลงเอาสัญญาณเหล่านั้นกลับมาเป็นภาพ บนคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการสแกนภาพมีดังนี้
- สแกนเนอร์
- สาย SCSI สำหรับต่อจากสแกนเนอร์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
- ซอฟต์แวร์สำหรับการสแกนภาพ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสแกนเนอร์ให้ สแกนภาพตามที่กำหนด
- สแกนเอกสารเก็บไว้เป็นไฟล์ที่นำกลับมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนด้าน OCR
- จอภาพที่เหมาะสมสำหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์
- เครื่องมือสำหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์หรือสไลด์โปรเจคเตอร์

ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน แบ่งเป็นประเภทดังนี้
1. ภาพ Single Bit
ภาพ Single Bit เป็นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล น้อยที่สุดและ นำมาใช้ประโยชน์อะไรไ่ม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที่ ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit แบ่งออกได้สองประเภทคือ
- Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็นภาพขาวดำ ตัวอย่างของภาพพวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต
- Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็นโทนสีเทามากกว่า แต่โดยทั่วไปยังถูกจัดว่าเป็นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบๆ
2. ภาพ Gray Scale
ภาพพวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดำ โดยจะประกอบด้วยเฉดสีเทาเป็นลำดับขั้น ทำให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมากขึ้นกว่าเดิมภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจประกอบด้วยจำนวนบิตมากกว่า
ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น
3. ภาพสี
หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วยจำนวนบิตมหาศาล และใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมาก ควาามสามารถในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียดขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าใช้สแกนเนอร์ขนาดความละเอียดเท่าไร
4. ตัวหนังสือ
ตัวหนังสือในที่นี้ ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่ต้อง พิมพ์ลงในแฟ้มเอกสารของเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้สแกนเนอร์สแกนเอกสาร ดังกล่าว และเก็บไว้เป็นแฟ้มเอกสารได้ นอก จากนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถใช้ โปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟ้มภาพเป็น เอกสารดังกล่าวออกมาเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ลม

ลม คือ กระแสอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวนอน ส่วนกระแสอากาศคือ อากาศที่เคลื่อนที่ในแนวตั้ง การเรียกชื่อลมนั้นเรียกตามทิศทางที่ลมนั้นๆ พัดมา เช่น ลมที่พัดมาจากทิศเหนือเรียกว่า ลมเหนือ และลมที่พัดมาจากทิศใต้เรียกว่า ลมใต้ เป็นต้น ในละติจูดต่ำไม่สามารถจะคำนวณหาความเร็วลม แต่ในละติจูดสูงสามารถคำนวณหาความเร็วลมได้

1. ลมยีโอสโทรฟิก (Geostrophic Wind) เป็นลมที่เกิดจากแรง 2 แรง ที่มากระทำต่อกัน คือ แรงความชันความกดอากาศกับแรงคอริออสิล เนื่องจากการหมุนของโลก แรงทั้ง 2 จะพัดอยู่ในทิศทางตรงข้ามกันและมีความสมดุลกัน ลมนี้พัดขนานกับไอโซบาร์ที่เป็นเส้นตรงและขนานกัน ซีกโลกเหนือ ความกดอากาศต่ำจะอยู่ทางซ้ายของลม ส่วนในซีกโลกใต้ความกดอากาศต่ำ
2. ลมเกรเดียนด์ (Gradient Wind) เป็นลมที่เกิดจาแรง 3 แรง กระทำต่อกัน และมีความสมดุลกันคือ แรงความชันความกดอกาาศในแนวนอน และแรงคอริออสิส (ทั้ง 2 แรงทำให้เกิดลม ยีโอสโทรฟิก) แต่มีแรงที่กระทำเพิ่มขึ้นอีกแรงหนึ่ง คือแรงหนีศูนย์กลาง (centrifugal Force) ซึ่งเป็นแรงที่ออกจากศูนย์กลางลมนี้ไอโซบาร์จะมีลักษณะเป็นแนวโค้ง และจะพัดขนานกับความโค้งตามไอโซบาร์ รูปที่ 7 แสดงความสมดุลของแรง 3 แรง รอบๆ บริเวณความกดอากาศต่ำ และความกดอากาศสูงในซีกโลกเหนือ

ลมผิวพื้น (Surface Winds) คือ ลมที่พัดจากบริเวณผิวพื้นไปยังความสูงประมาณ 1 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการคลุกเคล้าของอากาศ และมีแรงฝืดอันเกิดจากการปะทะกับสิ่งกีดขวางร่วมกระทำด้วย ในระดับต่ำแรงความชันความกดอากาศในแนวนอนจะไม่สมดุลกับ แรงคอริออลิส แรงฝืดทำให้ความเร็วลมลดลง มีผลให้แรงคอริออลิสลดลงไปด้วย ลมผิวพื้นจะไม่พัดขนานกับไอโซบาร์ แต่พัดข้ามไอโซบาร์จากความกดอากาศสูงไปยังความกดอากาศต่ำ และทำมุมกับไอโซบาร์ (รูปที่ 8) การทำมุมนั้นขึ้นอยู่กับความหยาบของผิวพื้น ถ้าเป็นทะเลที่ราบเรียบจะทำมุม 10 ถึง 20 แต่พื้นดินทำมุม 20 ถึง 40 ส่วนบริเวณที่เป็นป่าไม้หนาทึม อาจทำมุมถึง 90 มุมที่ทำกับไอโซบาร์อยู่ในระดับความสูง 10 เมตร เหนือผิวพื้น ที่ระดับความสูงมากกว่า 10 เมตร ขึ้นไป แรงฝืดลดลง แต่ความเร็วลมจะเพิ่มขึ้น มุมที่ทำกับไอโซบาร์จะเล็กลง ส่วนที่ระดับความสูงใกล้ 1 กิโลเมตร เกือบไม่มีแรงฝืด ดังนั้นลมจึงพัดขนานกับไอโซบาร์

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานสามเหลี่ยม


ใน พ.ศ. ๒๔๓๔ กรมแผนที่ซึ่งมีพระวิภาคภูวดล หรือเจมส์ แมคคาร์ที (James Maccarthy) เป็นเจ้ากรม ได้มีงานรังวัดสามเหลี่ยมทางภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการโยงต่อกันกับสายสามเหลี่ยมของสถาบันการแผนที่อินเดีย ทางเหนือเชียงใหม่และเชียงราย และได้ทำต่อไปจนเลยบริเวณหลวงพระบางลงมาบริเวณแม่น้ำโขง เมื่อเกิดกรณีอินโดจีน ร.ศ.๑๑๒ ต้องหยุดงานสามเหลี่ยม แล้วผลสุดท้ายส่วนใหญ่ของสายสามเหลี่ยมนี้ได้ตกไปอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส
พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้เริ่มทำงานสามเหลี่ยมโยงต่อกับสถานีหมุดหลักฐาน ซึ่งสถาบันการแผนที่อินเดียได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ มุ่งที่จะไปทางจันทบุรี แล้วขึ้นไปต่อกับสายสามเหลี่ยมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ได้ประสบอุปสรรคหลายประการ งานจึงหยุดชะงักลง
ภายหลังพระวิภาคภูวดลได้ออกรับพระราชทานบำนาญ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้มีการวางหมุดหลักฐานชั้นที่ ๒ เพื่อใช้ในการทำแผนที่ภูมิประเทศ และทำการรังวัดที่ดิน เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นส่วนใหญ่
ใน พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้มีการวัดเส้นฐานการสามเหลี่ยม (triangulation base line) ที่ตำบลแสนแสบกรุงเทพฯ โดยใช้แถบอินวาร์ (invar) ยาว ๑๐ เมตรเป็นเส้นฐานแรก ต่อมาปลายปีได้วัดเส้นฐานแบบ สั้นที่เกาะภูเก็ต
งานสามเหลี่ยมได้เริ่มใน พ.ศ. ๒๔๕๐ โยงสายสามเหลี่ยมในเกาะภูเก็ตกับสายสามเหลี่ยมทางนครศรีธรรมราช ซึ่งต่อมาเป็นสายสามเหลี่ยมชั้นที่ ๑
ตามที่ได้กำหนดให้สายสามเหลี่ยมจากเหนือสุดไปถึงใต้สุดเป็นสายสำคัญ เมื่อกรมแผนที่ได้กลับมาสังกัดกระทรวงกลาโหม ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้เริ่มทำงานสามเหลี่ยมและงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังที่ได้ตรวจสอบที่ตั้งหมุดหลักฐานสามเหลี่ยมเขาหลวงราชบุรี ซึ่งสถาบันการแผนที่อินเดียได้นำเข้ามาจากทางด่านเจดีย์สามองค์ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ ก็ได้เริ่มทำการวัดเส้นฐานราชบุรี ใช้เครื่องวัดแบบใหม่ เป็นลวดอินวาร์ยาว ๒๕ เมตร เลขที่ ๗๕๓ ๗๕๖ ๗๕๗ และ ๗๕๘ ซึ่งได้ตรวจสอบเทียบความยาวแล้วที่สถาบันระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส
จากเส้นฐานราชบุรี ได้มีการรังวัดสามเหลี่ยมไปทางใต้จนถึงเส้นฐานนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รังวัดด้วยเครื่องลวดอินวาร์อีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ.๒๔๗๒ แล้วได้ต่อโยงกับสายสามเหลี่ยมของมาเลเซีย ใน พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๑ และได้รังวัดสายสามเหลี่ยมต่อไปทางเหนือโยงต่อกับเส้นฐานนครสวรรค์ และทำการสามเหลี่ยมต่อไปโยงกับเส้นฐานลำปาง จากเส้นฐานลำปางนี้ต่อสายสามเหลี่ยมโยงต่อกับสายสามเหลี่ยมของสถาบันการแผนที่อินเดียที่บริเวณเหนือสุดของประเทศ ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ทำให้สายสามเหลี่ยมเมริเดียน ๙๙ องศายาวที่สุดในประเทศไทย

งานวงรอบชั้นที่ ๑
ในการรังวัดสามเหลี่ยม ตำแหน่งที่เลือกตั้งเป็นหมุดหลักฐานจะอยู่บนยอดเขาที่สูง แต่ภูมิประเทศตอนที่จะใช้วิธีสามเหลี่ยมทำต่อไประหว่างนครราชสีมากับอุบลราชธานีไม่มีภูเขาสูง จะต้อง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสร้างกระโจมสำหรับตั้งเครื่องมือวัด
ได้มีการพิจารณาเห็นควรนำวิธีการที่สถาบันการแผนที่สหรัฐอเมริกา (U.S. Coast and Geodetic Surveys: USC and GS) มาใช้คือ การรังวัดวงรอบชั้นที่ ๑ (precise traverse) แทนการสามเหลี่ยม
กรมแผนที่จึงได้เริ่มทำการรังวัดวงรอบชั้นที่ ๑ ตามวิธีการของสถาบันดังกล่าว โดยมีการดัดแปลงบางอย่างเพื่อให้เหมาะสมขึ้น (เวลานั้นมีทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานีแล้ว) ได้เริ่มงานเมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ออกจากหมุดใกล้สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ไปตามทางรถไฟจนถึงอุบลราชธานี จุดหมายที่เริ่มอยู่ในลักษณะที่วัดโยงต่อกับสายสามเหลี่ยมชั้นที่ ๑ ที่สถานีหมุดหลักฐานสามเหลี่ยม ๒ สถานี ใช้แถบอินวาร์ ๕๐ เมตร ใช้กล้องวัดมุมขนาด ๑๐ นิ้ว และใช้เครื่องดึงโซ่แบบเดียวกับเครื่องดึงลวดอินวาร์ที่ใช้ในการวัดเส้นฐาน
ระยะทางที่รังวัดถึงอุบลราชธานีประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ผลการวัดมีความละเอียดถูกต้องอยู่ในเกณฑ์งานชั้นที่ ๑
การทำวงรอบชั้นที่ ๑ ได้เริ่มอีกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ เครื่องมือที่ใช้คือ กล้องวัดมุมแบบวิลด์ที ๓ (Wild T ๓) จำนวน ๒ เครื่อง มาตรวัดระยะทางแบบ ๘ จำนวน ๑ ชุด และเครื่องวิทยุรับ-ส่ง แบบฟินอล (phynal) จำนวน ๕ เครื่องพร้อมทั้งกระโจมเหล็กแบบบิลบี
วิธีการวงรอบชั้นที่ ๑ ได้ทำต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.๕๒๐ จนถึงบัดนี้ (๒๕๒๘) เนื่องจากงานสามเหลี่ยมได้ทำขึ้นครอบคลุมพื้นที่เพียงพอในหลายพื้นที่แล้ว และการสำรวจวงรอบชั้นที่ ๑ ให้ความสะดวก รวดเร็วและประหยัดกว่า มีความละเอียดถูกต้องอยู่ในเกณฑ์งานชั้นที่ ๑ ด้วย

10 วิธีเตรียมตัวก่อนสอบ



1. ทบทวน ท่อง ทฤษฎีบทหรือนิยาม ของบทเรียนที่จะมีการสอบให้ได้อย่างขึ้นใจ ชนิดที่ว่าแม้พิสูจน์โจทย์ข้อสอบนั้นไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถแสดงความสัมพันธ์ของโจทย์กับทฤษฎีบทหรือนิยามนั้น ๆ ให้อาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบอ่านได้อย่างถูกต้อง รับรองว่าต้องได้คะแนนข้อนั้นอย่างแน่นอน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับลายมือผู้สอบจะเขียนได้สวยแค่ไหน


2. ทบทวนแบบฝึกหัดทุกข้อ ที่อาจารย์ผู้สอนชอบย้ำนักหนาในห้องว่า "ข้อสอบก็ออกในแนวนี้ละ" หรืออาจารย์บางท่านก็พูดย้ำตรง ๆ เลยว่า "ข้อนี้ออก............นะ" ดังนั้นเวลาเรียนถ้าเจออาจารย์พูดแบบนี้ ก็อย่าลืมเอาปากกาแดงทำ * กา ไว้ที่แบบฝึกหัดข้อนั้นให้ใหญ่ ๆ เลยทีเดียว รับรองไม่พลาด ถ้าข้อไหนทวนหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ให้ฝึกเขียนหลาย ๆ ครั้งจนจำขึ้นใจ

3. เตรียมอุปกรณ์เครื่องเขียนที่จะใช้ในการสอบให้พร้อม ข้อนี้สำคัญมากนะเพราะจะได้ไม่ต้องไปยืมชาวบ้านเค้า และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำทำใจให้ผ่องใส อย่าลืมสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิทำใจนิ่ง ๆ ว่าง ๆ ก่อนนอนสัก 5 นาที จะทำให้ใจสงบและหลับอย่างเป็นสุข พร้อมจะเผชิญอุปสรรคของวันใหม่

4. ตื่นนอนตี 5 ของวันใหม่ ล้างหน้าล้างตาให้สดใส ทบทวนเนื้อหาทั้งหมด ตลอดจนทฤษฎีบท แบบฝึกหัด (ที่ทบทวนไปเมื่อวาน) โดยอ่านแบบผ่าน ๆ สายตา ความเงียบสงบของเช้าตรู่จะช่วยให้จำได้ดี


5. ถึงหน้าห้องสอบก่อนเวลา สัก 10 นาที ตรวจเลขที่นั่งสอบของตนเองให้เรียบร้อย และไม่ต้องสนใจที่จะถกปัญหาเรื่องโจทย์กับใคร ตลอดจนไม่อ่านหนังสือหรือทบทวนอะไรในหัวสมองอีก ทำใจให้เบิกบานว่าง ๆ ไม่สนใจคนรอบข้าง


6. เมื่อผู้คุมสอบเรียกเข้าห้อง เข้านั่งประจำโต๊ะ วางอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องเขียนในทิศทางที่หยิบใช้ได้ง่าย นั่งตัวตรงทำใจว่าง ๆ เตือนสติตนเองอีกครั้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่พยายาม "ทุจริต" ด้วยวิธีการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะนั้นเท่ากับเราหมดภูมิและพยายามฆ่าตัวตายชัด ๆ


7. รอกรรมการแจกข้อสอบ หรือถ้าข้อสอบวางคว่ำอยู่บนโต๊ะแล้ว ให้รอคำสั่งเปิดข้อสอบ เมื่อเวลาสัญญานเริ่มทำการสอบดังขึ้นขณะทำการสอบจากนั้น..........

7.1 เปิดข้อสอบเมื่อได้รับคำสั่ง ตรวจสอบเวลาทำการสอบรวมกี่ชั่วโมงที่หัวข้อสอบให้แน่ชัด เสร็จแล้วเขียนชื่อ/นามสกุล ชั้น/ห้อง เลขที่ประจำตัว เลขที่สอบให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันให้ฟังกรรมการผู้คุมสอบไปด้วยว่า มีคำสั่งแก้ไขข้อสอบหรือไม่


7.2 พลิกดูข้อสอบทั้งหมดมีกี่ข้อ เป็นปรนัยกี่ข้อ อัตนัยกี่ข้อ คำนวณเวลาที่มี โดยปกติข้อสอบอัตนัย 1 ข้อ จะใช้เวลามากกว่าปรนัยประมาณ 3 เท่า ว่าควรจะใช้เวลาคิดได้ข้อละกี่นาที และเหลือเวลาไว้ตรวจสอบคำตอบทั้งหมดในตอนท้ายไว้ซัก 10 นาที


7.3 เมื่อได้เวลาเฉลี่ยต่อข้อในการทำข้อสอบแล้ว พลิกข้อสอบดูคร่าวๆ ตั้งแต่ข้อ 1 ไปถึงข้อสุดท้ายอีกครั้ง เพื่อดูว่าข้อสอบข้อใดบ้างง่ายสำหรับเรา ให้ลงมือทำเลยโดยไล่จากข้อสอบแบบปรนัยไปแบบอัตนัย


7.4 อ่านคำสั่งให้เข้าใจว่าแต่ละส่วนของข้อสอบเขาให้เราตอบอย่างไร ให้วงกลม กากะบาด หรือเติมคำตอบสั้น ๆ จับคู่ หรือแสดงวิธีทำ


7.5 เริ่มทำข้อสอบที่ยากจากข้อแรกไปตามลำดับ อย่าลืม "การวิเคราะห์โจทย์อย่างมีประสิทธิภาพ" จะช่วยให้วางแผนในการคิดหาคำตอบในแต่ละข้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


7.6 ข้อไหนคิดจนหมดเวลาเฉลี่ยแล้วให้ผ่านไปก่อน คิดข้ออื่นต่อไป ถ้ามีเวลาเหลือแล้วค่อยกลับมาทำใหม่


7.7 อย่าเขียนสูตร ทฤษฎีบท นิยาม หรือวิธีคิดใด ๆ ไว้บนมือขณะอยู่ในห้องสอบ เพราะจะทำให้เกิดปัญหากับกรรมการคุมสอบได้ง่ายที่สุด



8. สำหรับข้อสอบแบบอัตนัย ให้เขียนวิธีทำด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้รูปแบบของการทำโจทย์คณิตศาสตร์ในชั้นเรียน (ไม่ควรใช้รูปแบบจากการเรียนพิเศษ ซึ่งนั่นควรเขียนเก็บไว้เพื่อความเข้าใจของตนเองเท่านั้น)


9. ใช้เวลาช่วง 10 นาทีสุดท้าย ตรวจสอบคำตอบที่เราทำมาทั้งหมด ดูว่าเราทำตกหล่น เผลอเลอ ลืมอะไรตรงไหนอีกหรือไม่


10. ส่งกระดาษคำตอบให้กรรมการผู้คุมสอบเมื่อตรวจทานเสร็จหรือได้ยินสัญญานหมดเวลาสอบ ขณะส่งกระดาษให้เหลือบดูที่หัวกระดาษคำตอบสักนิดว่าเขียน ชื่อ/นาม สกุล เลขที่สอบหรือเลขประจำตัว เรียบร้อยแล้วหรือไม่ เพราะยังแก้ไขได้ทัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ชนิดของรูปภาพที่ใช้ในเว็บเพจ




ภาพดิจิตอลที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์มีหลายชนิดที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องขนาดของภาพ ความละเอียด จำนวนสีที่แสดงผล เทคนิคการจัดเก็บรายละเอียด แต่ที่นำมาใช้ในเว็บเพจนั้นมีเพียง 3 ชนิด
1.ไฟล์ Gif (Compuserve Graphics Interchange Format) อ่านว่า จิ๊ฟ หรือ กิ๊ฟ มีนามสกุลเป็น *.gif ไฟล์บิตแมตชนิดนี้ เป็นไฟล์ชนิดบีบอัดข้อมูล สามารถแสดงสีได้สูงสุดเพียง 256 สี เหมาะสำหรับใช้จัดเก็บภาพการ์ตูน หัวข้อเรื่อง ที่มีความละเอียดของสีสันน้อยแสดงผลได้เร็ว รวมทั้งสนับสนุนการแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ ทำให้เป็นภาพชนิดพื้นโปร่งใส (Transparency) จึงมีความน่าสนใจมากขึ้น มีความสามารถในการแสดงผลแบบหยาบ และค่อยๆ ขยายไปสู่ละเอียด (Interlace)
2.ไฟล์ JPEG หรือ JPG (Joint Photographic Experts Group) อ่านว่า เจ-เพ็ก มีนามสกุลเป็น *.jpg เป็นไฟล์ชนิดบีบอัดข้อมูลที่มีขนาดเล็กมาก และแสดงสีได้สูงสุดถึง 16.7 ล้านสี ทำให้ภาพมีความคมชัดสูง เนื่องจากไฟล์ชนิดนี้ผ่านการบีบอัดข้อมูลมาก จึงใช้เวลาในการคลายภาพกลับมาเพื่อแสดงผลนานกว่าไฟล์ GIF มีระบบการแสดงภาพแบบหยาบแล้วค่อยๆ ละเอียดชัดเจนขึ้นแบบ Progressive มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถทำพื้นโปร่งใสได้ จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสม
3.ไฟล์ PNG (Portable Network Graphic) อ่านว่า ปิง เป็นไฟล์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาแทนไฟล์ GIF และไฟล์ JPG ซึ่งเป็นการดึงเอาคุณสมบัติเด่นๆ ของไฟล์ทั้งสองรูปแบบมาใช้งาน เช่น สนับสนุนจำนวนสีได้มากเหมือนภาพ JPEG แต่การแสดงผลแบบหยาบไปละเอียดเลือกใช้แบบ Interlace เหมือนภาพ GIF ทำพื้นโปร่งใสได้ด้วย แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันได้มีการนำเข้ามาแทนที่รูปภาพชนิด JPEG และ Gif แล้ว โปรแกรมตกแต่งภาพหลายค่ายก็สนับสนุนการเปิดและบันทึกไฟล์สกุลนี้ ในระบบปฏิบัติการที่มีพื้นฐานจาก Unix เช่น Linux, Mac OSX จะใช้ภาพสกุลนี้เป็นหลักในการบันทึกภาพจากซอฟท์แวร์ต่างๆ