
ใน พ.ศ. ๒๔๓๔ กรมแผนที่ซึ่งมีพระวิภาคภูวดล หรือเจมส์ แมคคาร์ที (James Maccarthy) เป็นเจ้ากรม ได้มีงานรังวัดสามเหลี่ยมทางภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการโยงต่อกันกับสายสามเหลี่ยมของสถาบันการแผนที่อินเดีย ทางเหนือเชียงใหม่และเชียงราย และได้ทำต่อไปจนเลยบริเวณหลวงพระบางลงมาบริเวณแม่น้ำโขง เมื่อเกิดกรณีอินโดจีน ร.ศ.๑๑๒ ต้องหยุดงานสามเหลี่ยม แล้วผลสุดท้ายส่วนใหญ่ของสายสามเหลี่ยมนี้ได้ตกไปอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส
พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้เริ่มทำงานสามเหลี่ยมโยงต่อกับสถานีหมุดหลักฐาน ซึ่งสถาบันการแผนที่อินเดียได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ มุ่งที่จะไปทางจันทบุรี แล้วขึ้นไปต่อกับสายสามเหลี่ยมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ได้ประสบอุปสรรคหลายประการ งานจึงหยุดชะงักลง
ภายหลังพระวิภาคภูวดลได้ออกรับพระราชทานบำนาญ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้มีการวางหมุดหลักฐานชั้นที่ ๒ เพื่อใช้ในการทำแผนที่ภูมิประเทศ และทำการรังวัดที่ดิน เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นส่วนใหญ่
ใน พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้มีการวัดเส้นฐานการสามเหลี่ยม (triangulation base line) ที่ตำบลแสนแสบกรุงเทพฯ โดยใช้แถบอินวาร์ (invar) ยาว ๑๐ เมตรเป็นเส้นฐานแรก ต่อมาปลายปีได้วัดเส้นฐานแบบ สั้นที่เกาะภูเก็ต
งานสามเหลี่ยมได้เริ่มใน พ.ศ. ๒๔๕๐ โยงสายสามเหลี่ยมในเกาะภูเก็ตกับสายสามเหลี่ยมทางนครศรีธรรมราช ซึ่งต่อมาเป็นสายสามเหลี่ยมชั้นที่ ๑
ตามที่ได้กำหนดให้สายสามเหลี่ยมจากเหนือสุดไปถึงใต้สุดเป็นสายสำคัญ เมื่อกรมแผนที่ได้กลับมาสังกัดกระทรวงกลาโหม ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้เริ่มทำงานสามเหลี่ยมและงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังที่ได้ตรวจสอบที่ตั้งหมุดหลักฐานสามเหลี่ยมเขาหลวงราชบุรี ซึ่งสถาบันการแผนที่อินเดียได้นำเข้ามาจากทางด่านเจดีย์สามองค์ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ ก็ได้เริ่มทำการวัดเส้นฐานราชบุรี ใช้เครื่องวัดแบบใหม่ เป็นลวดอินวาร์ยาว ๒๕ เมตร เลขที่ ๗๕๓ ๗๕๖ ๗๕๗ และ ๗๕๘ ซึ่งได้ตรวจสอบเทียบความยาวแล้วที่สถาบันระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส
จากเส้นฐานราชบุรี ได้มีการรังวัดสามเหลี่ยมไปทางใต้จนถึงเส้นฐานนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รังวัดด้วยเครื่องลวดอินวาร์อีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ.๒๔๗๒ แล้วได้ต่อโยงกับสายสามเหลี่ยมของมาเลเซีย ใน พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๑ และได้รังวัดสายสามเหลี่ยมต่อไปทางเหนือโยงต่อกับเส้นฐานนครสวรรค์ และทำการสามเหลี่ยมต่อไปโยงกับเส้นฐานลำปาง จากเส้นฐานลำปางนี้ต่อสายสามเหลี่ยมโยงต่อกับสายสามเหลี่ยมของสถาบันการแผนที่อินเดียที่บริเวณเหนือสุดของประเทศ ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ทำให้สายสามเหลี่ยมเมริเดียน ๙๙ องศายาวที่สุดในประเทศไทย
งานวงรอบชั้นที่ ๑
ในการรังวัดสามเหลี่ยม ตำแหน่งที่เลือกตั้งเป็นหมุดหลักฐานจะอยู่บนยอดเขาที่สูง แต่ภูมิประเทศตอนที่จะใช้วิธีสามเหลี่ยมทำต่อไประหว่างนครราชสีมากับอุบลราชธานีไม่มีภูเขาสูง จะต้อง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสร้างกระโจมสำหรับตั้งเครื่องมือวัด
ได้มีการพิจารณาเห็นควรนำวิธีการที่สถาบันการแผนที่สหรัฐอเมริกา (U.S. Coast and Geodetic Surveys: USC and GS) มาใช้คือ การรังวัดวงรอบชั้นที่ ๑ (precise traverse) แทนการสามเหลี่ยม
กรมแผนที่จึงได้เริ่มทำการรังวัดวงรอบชั้นที่ ๑ ตามวิธีการของสถาบันดังกล่าว โดยมีการดัดแปลงบางอย่างเพื่อให้เหมาะสมขึ้น (เวลานั้นมีทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานีแล้ว) ได้เริ่มงานเมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ออกจากหมุดใกล้สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ไปตามทางรถไฟจนถึงอุบลราชธานี จุดหมายที่เริ่มอยู่ในลักษณะที่วัดโยงต่อกับสายสามเหลี่ยมชั้นที่ ๑ ที่สถานีหมุดหลักฐานสามเหลี่ยม ๒ สถานี ใช้แถบอินวาร์ ๕๐ เมตร ใช้กล้องวัดมุมขนาด ๑๐ นิ้ว และใช้เครื่องดึงโซ่แบบเดียวกับเครื่องดึงลวดอินวาร์ที่ใช้ในการวัดเส้นฐาน
ระยะทางที่รังวัดถึงอุบลราชธานีประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ผลการวัดมีความละเอียดถูกต้องอยู่ในเกณฑ์งานชั้นที่ ๑
การทำวงรอบชั้นที่ ๑ ได้เริ่มอีกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ เครื่องมือที่ใช้คือ กล้องวัดมุมแบบวิลด์ที ๓ (Wild T ๓) จำนวน ๒ เครื่อง มาตรวัดระยะทางแบบ ๘ จำนวน ๑ ชุด และเครื่องวิทยุรับ-ส่ง แบบฟินอล (phynal) จำนวน ๕ เครื่องพร้อมทั้งกระโจมเหล็กแบบบิลบี
วิธีการวงรอบชั้นที่ ๑ ได้ทำต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.๕๒๐ จนถึงบัดนี้ (๒๕๒๘) เนื่องจากงานสามเหลี่ยมได้ทำขึ้นครอบคลุมพื้นที่เพียงพอในหลายพื้นที่แล้ว และการสำรวจวงรอบชั้นที่ ๑ ให้ความสะดวก รวดเร็วและประหยัดกว่า มีความละเอียดถูกต้องอยู่ในเกณฑ์งานชั้นที่ ๑ ด้วย

mu003 nfl shop,wholesale jerseys,Cheap Jerseys from china,nfl shop,wholesale nfl jerseys,Cheap Jerseys free shipping,cheap nfl jerseys,wholesale jerseys,wholesale jerseys vi464
ตอบลบ