วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

sampling size

ขนาดตัวอย่าง ของ ตัวอย่างสถิติ คือจำนวนข้อสังเกตว่าเป็นการมัน. เป็นปกติ denoted n เป็น จำนวนเต็ม บวก (จำนวนธรรมชาติ).
ปกติทุกคนกำลังเท่ากับขนาดตัวอย่างขนาดใหญ่นำไปสู่ ความแม่นยำ เพิ่มขึ้นในประมาณการของคุณสมบัติต่างๆของ ประชากร แต่ผลลัพธ์ที่จะกลายเป็นไม่ ถูกต้อง หากมี ข้อผิดพลาดของระบบ ในการทดสอบ. นี้สามารถเห็นได้ในกฎสถิติเช่น กฎหมายของจำนวนมาก และ ทฤษฎีบทขีดจำกัดกลาง. การวัดซ้ำและ ซ้ำ ตัวอย่างอิสระต้องบ่อยใน การวัด และ การทดสอบ เพื่อเข้าถึงความแม่นยำที่ต้องการ.
เช่นปกติจะเมื่อ สถิติ ประสงค์ที่จะประมาณการ เลขคณิตหมาย ของตัวแปรสุ่มต่อเนื่อง (เช่นความสูงของบุคคล). ทะลึ่งที่พวกเขามี ตัวอย่าง สุ่ม ที่มีการสังเกตการณ์ อิสระ และยังให้ความแปรปรวนของประชากร (วัดโดย σ เบี่ยงเบนมาตรฐาน) เป็นที่รู้จักแล้ว ผิดพลาดมาตรฐาน ของความหมายตัวอย่างจะได้รับจากสูตร:

มันง่ายแสดงว่าเป็น n จะมีขนาดใหญ่มากผันแปรนี้จะเล็ก. นี้นำไปสู่การเพิ่ม การทดสอบสมมติฐาน ที่สำคัญที่มี อำนาจทางสถิติ มากขึ้นและขนาดเล็ก ระยะมั่นใจ.

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานกรุงสุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (เขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า) อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยปัจจุบัน (เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนจรดวิถีถ่อง)

ผังเมืองสุโขทัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตร มีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอยพระราชวังและวัดอีก 26 แห่ง วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ อุทยานแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากรด้วยความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโก มีผู้เยี่ยมชมหลายแสนคนต่อปี ซึ่งสามารถเดินเท้าหรือขี่จักรยานเที่ยวชมได้

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการประกาศคุ้มครองครั้งแรกตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 โครงการฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้ก็ได้รับการอนุมัติ และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534[ต้องการอ้างอิง] องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ที่กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัยภายใต้ชื่อว่า "เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร" (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns)

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553


ศึกษาชั้นบรรยากาศและพื้นผิว

นักดาราศาสตร์ชวนดูปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลก เพื่อศึกษาสภาพพื้นผิวและชั้นบรรยากาศ ผ่านกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แจ้งว่า คืนวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 จะมีปรากฏการณ์ดาวอังคารเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ตำแหน่งที่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และโคจรเข้าใกล้กับโลก ส่งผลให้ดาวอังคารมีความสว่างมากกว่าตำแหน่งอื่น ๆ โดยจะมีระยะห่างจากโลกประมาณ 0.6639 เอยู หรือ 99,331,400 กิโลเมตร มีค่าความสว่างปรากฏเท่ากับ-1.28 โชติมาตร และมีขนาดปรากฏประมาณ 14.10 ฟิลิปดา ในช่วงเวลา 01.44 น.

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ เหมาะแก่การศึกษาสภาพพื้นผิวและชั้นบรรยากาศ รวมทั้งดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของดาวอังคาร และเพื่อให้ได้อรรถรสในการชมควรใช้กล้องสองตา หรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กในการสังเกตการณ์ ซึ่งเริ่มสังเกตเห็นดาวอังคารตั้งแต่เวลา 19.00 น. โดยประมาณ ทางทิศตะวันออก และคล้อยต่ำลงไป ทางทิศตะวันตกในเวลาเช้ามืด สามารถติดตามข่าวสารและภาพถ่ายดาวอังคารที่โคจรเข้าใกล้โลกได้ที่ www.narit.or.th

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553


หลังจากการกำหนดหมุดควบคุมภาพถ่ายทางบนพื้นดินและบนภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขก็จะหาค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ระหว่างระบบพิกัดทั้ง 2 แบบด้วยสมการสภาวะร่วมเส้น (Colinearity Equation) ดังนี้

โดยที่
m11 = cosφ cos κ
m12 = sin ωsinφ cos κ + cos ω sin κ
m13 = - cos ωsinφ cos κ + sin ω sin κ
m21 = - cosφ sin κ
m22 = - sin ωsinφ sin κ + cos ω cos κ
m23 = cos ωsinφ sin κ + sin ω cos κ
m31 = sin φ
m32 = - sin ω cos φ
m33 = cos ω cos φ
โดยที่
m คือสัมประสิทธิ์การหมุนของรูปโดยที่ ω , φ
และ κ เป็นการหมุนรอบแกน x , y และ z ตามลำดับ
f = ความยาวโฟกัส
xa,ya = ค่าพิกัดบนภาพถ่ายของจุดที่ต้องการ
xo,yo = ค่าพิกัดบนภาพถ่ายของจุดกลางภาพ
XA,YA,ZA = ค่าพิกัดบนพื้นดินที่ตำแหน่งเดียวกันกับภาพถ่าย
XL,YL,ZL = ค่าพิกัดบนพื้นดินของจุดถ่ายภาพ
จากสมการจะสามารถแปลงค่าพิกัดบนภาพและบนพื้นดินได้อย่างถูกต้องและสามารถตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งที่แปลงระบบพิกัด เมื่อตำแหน่งของพิกัดภาพที่แปลงจากสัมประสิทธิ์ของพิกัดบนพื้นดินที่ตำแหน่งเดียวกันเรียกว่า รากความคลาดเคลื่อน
กำลังสอง (Root-Mean-Square Error; RMSerror) [9] ที่ควรมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 ไมครอน (μm.) [2] ทางแกน x, y ที่ได้มาจากสมการ

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

การสร้างแผนที่แบบ 2 มิติและ 3 มิติ
ความสำเร็จในโครงการทำแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขเริ่มต้นจากการกำหนดภาพถ่ายที่เหมาะสม กับพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งนักแผนที่และนักสำรวจจะต้องคำนวณวิเคราะห์ และวางแผนการทำงานในบริเวณนั้นก่อน จากกระบวนการผลิตในขั้นตอนที่ 1 และ 2 เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการบินถ่ายภาพโดยข้อกำหนดในการบินจะประกอบด้วย 2 สิ่ง คือ
แผนที่แนวบินที่จะแสดงตำแหน่งของบริเวณที่ทำการถ่าย
เกณฑ์กำหนดเป็นรายละเอียดทั่วไปๆ ของข้อกำหนดและคุณลักษณะที่มีอิทธิผลต่อเครื่องถ่ายและภาพ เช่น มาตราส่วน ระดับความสูงบิน การซ้อนทับ ความเอียงและสภาพอากาศ เป็นต้น การควบคุมและกำหนดสิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำงานลดลงและได้ผลตามที่ต้องการจึงทำให้ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำงานเริ่มแรก จากภาพถ่ายทางอากาศที่ได้จากการบินถ่ายภาพจะอยู่ในรูปของฟิลม์เนกาทีฟที่ต้องเก็บรักษาให้ดีเพราะถ้าเกิดความชื้นหรือฉีกขาดจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพได้ อีกทั้งการนำมาใช้แต่ละครั้งจะทำให้เกิดชำรุดหรือเสียหายได้ ดังนั้นจึงมีการนำภาพในรูปแบบฟิลม์ที่อัดกระดาษแล้วมาแปลงอยู่ในรูปของข้อมูลแบบเชิงเลขสำหรับประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์สามารถเก็บรักษาได้ง่าย
ซึ่งรูปแบบของข้อมูลบนคอมพิวเตอร์จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ
ประกอบด้วยจุดภาพที่ต่อเนื่องจากลักษณะของข้อมูลบนภาพถ่ายที่แปลงเป็นข้อมูลเชิงเลขแล้วมาแล้วจะนำมาปรับแก้ภาพถ่ายให้มีความถูกต้องทางเรขาคณิตและสัมพันธ์กับลักษณะการบินถ่ายภาพ จากการหาค่าพิกัดของจุดดัชนีจำนวน 4-8 จุดที่อยู่ตามขอบของภาพโดยมีลักษณะดังรูปที่ 3 ซึ่งจุดดัชนีเป็นจุดที่กำหนดแน่นอนบนภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขทำให้ลักษณะทางเรขาคณิตของภาพไม่เกิดความบิดเบี้ยวสูงจากการถ่ายภาพ อีกทั้งยังสามารถหาได้ง่ายและมีรูปลักษณะที่แน่นอนเหมาะสำหรับนำมาใช้ในการวิเคราะห์ จึงใช้ในการจัดวางภาพภายใน Interior Orientation) เป็นการปรับแก้ภาพให้มีลักษณะเช่นเดียวกับตอนถ่ายภาพและจัดภาพภายนอก Exterior Orientation) เป็นการปรับแก้จุดเปิดถ่ายของภาพ ด้วยเครื่องร่างแผนที่สามมิติ (Stereoplotter ที่ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติดังรูปที่ 5 ซึ่งจะปรับแก้การวางตัวของภาพให้เหมือนกับการบินถ่ายภาพและส่งข้อมูลที่ปรับแก้และภาพสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ และแบบอัตโนมัติที่ทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จะทำงานด้วยโปรแกรมปรับแก้และเก็บข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ภาพที่ได้รับการปรับแก้และจัดวางภาพแล้วจะนำมากำหนดหมุดควบคุมบนพื้นดิน Ground Control Pointsที่สัมพันธ์กันบนภาพถ่ายเพื่อให้พิกัดบนภาพถ่ายสัมพันธ์กับพิกัดบนพื้นดินและสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง โดยการหาค่าพิกัดจะทำการเปรียบเทียบกับแผนที่ฐานดังรูปที่ 4 บนพื้นที่บริเวณเดียวกันกับพื้นที่ที่บินถ่ายภาพ ซึ่งหมุดควบคุมควรจะครอบคลุมพื้นที่และมีจำนวน 3-5 หมุด [7] ซึ่งถ้ามีจำนวนหมุดมากขึ้นก็จะทำให้จำนวนตัวแปรเพิ่มขึ้นแผนที่แนบสนิทกับภาพถ่ายได้ค่าพิกัดที่มีความถูกต้องสูงในการทำงาน

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553


แผ่นดินไหว

เป็นปรากฏการณ์การสั่นสะเทือนหรือเขย่าของพื้นผิวโลก สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติ โดยแผ่นดินไหวบางลักษณะสามารถเกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้ เช่น การทดลองระเบิดปรมาณู การปรับสมดุลเนื่องจากน้ำหนักของน้ำที่กักเก็บในเขื่อน และแรงระเบิดของการทำเหมืองแร่ เป็นต้น
แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของ
แผ่นเปลือกโลก (แนวระหว่างรอยต่อธรณีภาค) ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญ่เลื่อน เคลื่อนที่ หรือแตกหักน่ะและเกิดการโอนถ่ายพลังงานศักย์ ผ่านในชั้นหินที่อยู่ติดกัน พลังงานศักย์นี้อยู่ในรูปคลื่นไหวสะเทือน จุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว (focus) มักเกิดตามรอยเลื่อน อยู่ในระดับความลึกต่างๆของผิวโลก เท่าที่เคยวัดได้ลึกสุดอยู่ในชั้นแมนเทิล
ส่วนจุดที่อยู่ในระดับสูงกว่า ณ ตำแหน่งผิวโลก เรียกว่า "จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว" (epicenter) การสั่นสะเทือนหรือแผ่นดินไหวนี้จะถูกบันทึกด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ไซส์โมกราฟ

สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวจากธรรมชาติ
แผ่นดินไหวจากธรรมชาติเป็นธรณีพิบัติภัยชนิดหนึ่ง ส่วนมากเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อระบายความเครียด ที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลันเพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ โดยปกติเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อน ภายในชั้นเปลือกโลกที่อยู่ด้านนอกสุดของโครงสร้างของโลก มีการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ อยู่เสมอ (ดู การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก) แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อความเค้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงมีมากเกินไป ภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยในบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลก ที่ที่แบ่งชั้นเปลือกโลกออกเป็นธรณีภาค (lithosphere) เรียกแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลกนี้ว่า แผ่นดินไหวระหว่างแผ่น (interplate earthquake) ซึ่งเกิดได้บ่อยและรุนแรงกว่า แผ่นดินไหวภายในแผ่น (intraplate earthquake)

แผ่นดินไหวจากการกระทำของมนุษย์
มีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การระเบิด การทำเหมือง สร้าง
อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนใกล้รอยเลื่อน การทำงานของเครื่องจักรกล การจราจร รวมถึงการเก็บขยะนิวเคลียร์ไว้ใต้ดิน เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553





อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีพื้นที่ครอบคลุมรอยต่อสองจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ภูหินร่องกล้าเป็นแหล่งกำเนิดของประวัติศาสตร์การ สู้รบอันยาวนานเป็นวีรกรรมของนักรบไทย ความขัดแย้งของลัทธิและแนวความคิดที่นำไปสู่ความสูญเสียเลือด ชีวิตและน้ำตา ภาพประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ตลอดจนสภาพสิ่งก่อสร้างในอดีตจะถูกบันทึกเก็บรักษาไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงผลของการใช้กำลังเข้าประหัตประหาร ทำให้เกิดความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองความแตกแยก ความสามัคคีของคนในชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ หรือ 307 ตารางกิโลเมตรในปี พ.ศ. 2511-2525 เทือกเขาหินร่องกล้านี้เคยเป็นฐานที่มั่นใหญ่ในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นผลเกิดปัญหาความมั่นคงทางการเมืองขึ้น ในกลางปี พ.ศ. 2515 ทางราชการทหารจึงได้เปิดยุทธการภูขวาง โดยจัดกองพลผสมจากกองทัพภาคที่ 1, 2, 3 กรมการบินศูนย์สงครามพิเศษทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน เข้าปฏิบัติเพื่อยึดภูหินร่องกล้า ทว่าไม่สำเร็จเพราะสภาพพื้นที่ไม่อำนวยเนื่องจากภูหินร่องกล้าตั้งอยู่กลางเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนเป็นป่ารกทึบ ต่อมากองบัญชาการทหารบก ได้เปลี่ยนแผนยุทธการในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยใช้นโยบายที่ 66/2523 และคำสั่งที่ 65/2525 กองทัพภาคที่ 3 และทหารหน่วยผสม พลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 3 (พตท. 33) ซึ่งนำโดย พันเอกไพโรจน์ จันทร์อุไร ผู้อำนวยการ พตท.33 ได้นำนโยบายใหม่นี้เข้าปฏิบัติการจนประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะ โดยไม่เสียเลือดเนื้อแม้แต่น้อย บรรดาชาวบ้านและมวลชนของ ผกค. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขา เผ่าม้ง (แม้ว) ได้กลับใจไม่ให้ความร่วมมือกับ ผกค. และเข้ามอบตัวกับทางราชการส่วนแกนนำได้ละทิ้งฐานที่มั่นไป จากนั้น พตท. 33 จึงได้เริ่มพัฒนาพื้นที่แห่งนี้โดยการตัดถนนผ่านใจกลางภูหินร่องกล้า ต่อมา พตท. 33 ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ สร 4001(301)/324 ลงวันที่ 10 มกราคม 2526 ให้กองทัพภาคที่ 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 พิจารณาร่วมและประสานกับกรมป่าไม้เพื่อพิจารณา จัดตั้งบริเวณภูหินร่องกล้าเป็นอุทยานแห่งชาติฅงวันที่(๔ กุมภาพมซฐฌ(:26(ณ้นายจฺรฎล สุขเกษม)ธมกวิชาการ9่Rไม้ 5 นาย๔มฐ‚ ธกูลเรืองกิจ เจ้าพนักงานป่าไม้ 3 นายมาโนช การพนักงาน นายช่างโยธา 3 ไปดำเนินการสำรวจหาข้อมูลบริเวณภูหินร่องกล้าผลการสำรวจสรุปได้ว่า เป็นพื้นที่ๆ สภาพภูมิประเทศและทิวทัศน์สวยงาม เป็นป่าต้นน้ำลำธารและมีลักษณะทางธรรมชาติ ที่เป็นจุดเด่นหลายแห่ง เช่น ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ประกอบกับเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของการสู้รบระหว่างกองทัพแห่งชาติกับคอมมิวนิสต์ มีความเหมาะสมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เป็นผลให้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 1 /2526 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2526 เห็น สมควรให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ป่าภูหินร่องกล้าให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนด บริเวณป่าภูหินร่องกล้าท้องที่ตำบลบ่อโพธิ์ ตำบลเนินเพิ่ม ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และตำบลกกสะท้อน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 101 ตอนที่ 96 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 48 ของประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูหมันขาว ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูหมันขาวเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงประมาณ 1 ,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล เทือกเขาเหล่านี้จะมีความสูงลดหลั่นลงไปจากด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยลำน้ำไซ ห้วยน้ำขมึน ห้วยออมสิงห์ ห้วยเหมือดโดน และห้วยหลวงใหญ่

ลักษณะภูมิอากาศ

ภูหินร่องกล้ามีสภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึงและภูหลวงเนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกันอากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำมากประมาณ 0-4oC มีหมอกคลุมทั่วบริเวณ ส่วนฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบายฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 18-25oC

พืชพรรณและสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ 3 ชนิด คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา ป่าเต็งรัง เป็นป่าที่ขึ้นในพื้นที่ระดับต่ำบริเวณเชิงเขา พื้นที่เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์และค่อนข้างแห้งแล้ง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง พยอม เหียง ตะคร้อ พลวง ฯลฯ ป่าดิบเขา จะขึ้นในบริเวณเขาสูง ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก อากาศชื้น เป็นป่ารกทึบ พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่ ก่อเดือย ก่อหัวหมู อบเชย ทะโล้ ฯลฯ ส่วนพืชพื้นล่าง ได้แก่ หวาย ปาล์มชนิดต่างๆ ป่าสนเขา เป็นป่าบนที่ราบหลังภู มีสนสองใบและสนสามใบขึ้นปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นสนสองใบ บางแห่งอยู่รวมกันเป็นป่าสนกว้างใหญ่นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้ป่าดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เช่น ม้าวิ่ง เอื้องตาหิน เอื้องคำหิน เอื้องสายสามสี ช้องนางคลี่ เหง้าน้ำทิพย์ กุหลาบขาว กุหลาบแดง ฟองหิน รวมทั้งมอส เฟิน ไลเคนล์ และตะไคร่ชนิดต่างๆ ซึ่งในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาวดอกไม้ป่าเหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งมีสีสันงดงามในอดีตภูหินร่องกล้า เคยมีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือ กวางป่า เก้ง กระจง นกชนิดต่าง ๆ ครั้นต่อมาเมื่อกลายเป็นแหล่งอาศัยของคนจำนวนมาก และยังเคยเป็นสมรภูมิแห่งการสู้รบมาก่อน สัตว์ป่าต่างๆ จึงถูกล่าเป็นอาหาร ในปัจจุบันเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลง จึงมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น เสือ เก้ง กระจง หมี และนกหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553



การจำแนกประเภทข้อมูล (Image Classification)

การวิเคราะห์เชิงสถิติเพื่อคัดแยกกลุ่มของข้อมูล (จุดภาพ)ที่มีคุณสมบัติทางแสงที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันให้เป็นกลุ่มข้อมูลประเภท (Class) เดียวกัน และคัดแยกกลุ่มข้อมูลที่มี-คุณสมบัติทางแสงต่างกันให้ออกจากกัน มี 2 วิธีการ ดังนี้
1. การจำแนกประเภทข้อมูลแบบไม่ควบคุม (Unsupervised Classificaiton) เป็นการจำแนกข้อมูลเชิงภาพ โดยอัตโนมัติด้วยการจัดกลุ่มเชิงสถิติ (Statistical Grouping หรือ Clustering) ที่ใช้คุณสมบัติทางแสง (Spectral Pattern) ของวัตถุต่างๆ บนพื้นผิวโลกที่สะท้อนมายังระบบสำรวจระยะไกล (Remote Sensing System) โดยที่ผู้วิเคราะห์ไม่ทราบสภาพลักษณะภูมิประเทศตลอดจนวัตถุที่ปกคลุมบนพื้นผิวของพื้นที่บริเวณนั้นมาก่อน อย่างไรก็ดีการจำแนกข้อมูลนี้จะต้องกำหนดจำนวนกลุ่มไว้ล่วงหน้าด้วย


2. การจำแนกข้อมูลแบบควบคุม (Supervised Classification) เป็นการจำแนกข้อมูลเชิงภาพโดยที่ผู้วิเคราะห์ทราบลักษณะภูมิประเทศรวมทั้งประเภทของวัตถุที่ปกคลุมบนพื้นผิวของพื้นที่ในบริเวณที่จะวิเคราะห์ ดังนั้นจึงสามารถกำหนดตัวอย่างของข้อมูลแต่ละประเภทบนพื้นผิวที่เรียกว่า พื้นที่ตัวอย่าง (Training Area) เพื่อเป็นตัวแทนในการวิเคราะห์เชิงสถิติหลังจากนั้นจึงนำค่าทางสถิติที่ได้นี้ไปทำการวิเคราะห์พื้นที่ภาพทั้งหมดซึ่งจะได้ผลลัพธ์ตามจำนวนประเภทข้อมูลที่กำหนดไว้


การเตรียมการจำแนกประเภทข้อมูล มีขั้นตอนการทำงานดังนี้
1. กำหนดลักษณะของการจำแนก เป็นการกำหนดว่าจะทำการจำแนกประเภทข้อมูลเรื่องอะไร โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการทำงานและคุณสมบัติของข้อมูลดาวเทียม อาทิเช่น การจำแนกข้อมูลการใช้ที่ดิน, การจำแนกประเภทข้อมูลทางธรณีวิทยา, การกำหนดพื้นที่ป่าไม้, การจำแนกพื้นที่น้ำท่วม ฯลฯ
2. กำหนดช่วงคลื่นข้อมูลดาวเทียม เป็นการกำหนดว่าจะใช้ช่วงคลื่นอะไรในการจำแนกประเภทข้อมูลเนื่องจากแต่ละช่วงคลื่นจะแสดงคุณสมบัติของการสะท้อนและการดูดกลืนพลังงานของวัตถุต่างๆ บนพื้นผิว แตกต่างกันไปอาทิเช่น
ช่วงคลื่น 0.5-0.6 ไมครอน มีคุณสมบัติในการจำแนกการใช้ที่ดิน, พืชพรรณ, คุณภาพน้ำชายฝั่ง
ช่วงคลื่น 0.6-0.7 ไมครอน มีคุณสมบัติในการจำแนกการใช้ที่ดิน, คุณภาพน้ำชายฝั่ง, ธรณีวิทยา
ช่วงคลื่น 0.7-0.8 ไมครอน มีคุณสมบัติในการแยกแหล่งน้ำ, พืชพรรณ, ธรณีวิทยา ฯลฯ
3. กำหนดวิธีการจำแนกประเภทข้อมูล เป็นการกำหนดว่าจะจำแนกประเภทข้อมูลแบบควบคุมหรือแบบไม่ควบคุม ถ้าเป็นแบบควบคุมจะต้องมีการสร้างพื้นที่ตัวอย่าง (Training Area) แต่ถ้าเป็นแบบไม่ควบคุมต้องมีการกำหนดจำนวนประเภทข้อมูล (Cluster)
4. กำหนดสมการจำแนกประเภทข้อมูล เป็นการกำหนดว่าจะใช้สมการเชิงสถิติอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งจะแตกต่างกันไปตามวิธีการจำแนกประเภทข้อมูล ตัวอย่างเช่น การจำแนกประเภทข้อมูลแบบไม่ควบคุม มีหลายสมการให้เลือกอาทิ ISODATA, K Means และ Fuzzy C Means เป็นต้น และการจำแนกประเภทข้อมูลแบบควบคุมมีหลายสมการให้เลือกเช่นกัน อาทิ Parallepiped, Minimum Distance to Mean และ Maximum Likelihood เป็นต้น
5. ตรวจสอบผลของการจำแนกประเภทข้อมูล เป็นการตรวจสอบความแม่นยำของผลลัพธ์ที่ได้ การจำแนกประเภทข้อมูล โดยการเปรียบเทียบกับสภาพพื้นที่จริงหรือข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่บริเวณนั้น



www3.eng.psu.ac.th/pec/6/pec6/paper/CoE/PEC6OR061.pdf




วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553




กระบวนการทำงานของดาวเทียม

1. การนำเข้าข้อมูลภาพดาวเทียมสู่ GRASS 2. การปรับแก้เชิงเรขาคณิต (Rectification) 3. การผสมสีภาพดาวเทียม (Color Composites) 4. การจำแนกประเภทข้อมูลภาพดาวเทียม (Image Classification)
1. การนำเข้าข้อมูลภาพดาวเทียมสู่ GRASS
โดยใช้คำสั่งของ GRASS ได้แก่คำสั่ง r.in.gdal จะได้ข้อมูลแยกตาม Band ทั้งหมด 7 Bands ด้วยกัน


2. การปรับแก้เชิงเรขาคณิต (Rectification)
เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระบบพิกัดภาพ (Image Coordinates) และระบบพิกัดภูมิศาสตร์ (Geographic Coordinates) โดยใช้จุดควบคุมภาคพื้นดิน (Ground Control Points)โดยมีขั้นตอนการปรับแก้ใน GRASS คือขั้นที่ 1 กำหนดกลุ่มข้อมูลที่จะทำงาน โดยใช้โปรแกรมย่อย i.group แล้วสร้าง mapset ของกลุ่มข้อมูลโดยใช้คำสั่ง i.targetขั้นที่ 2 ใส่ค่าพิกัดข้อมูลให้กับภาพโดยใช้โปรแกรมย่อย i.points ขั้นที่ 3 การ Transforming ภาพดาวเทียม ใช้โปรแกรมย่อย i.rectify โดยเลือก Group งานตั้งแต่ในขั้นตอนแรก
3. การผสมสีภาพ (Color Composites)
การผสมสีภาพดาวเทียมจากแต่ละแบนด์เพื่อเน้นสิ่งที่ต้องการศึกษาให้มีลักษณะสีเด่นขึ้นมาในลักษณะสีเท็จ (False Color) โดยสีที่ผสมใช้ชุดสีพื้นฐาน คือ แดง, เขียว, น้ำเงินขั้นที่ 1 กำหนดกลุ่มข้อมูลที่จะทำงาน โดยใช้โปรแกรมย่อย : i.group เพื่อสร้าง group ข้อมูลที่จะใช้ในการทำ Image Processingขั้นที่ 2 ทำการผสมสีภาพดาวเทียม (Color Composites)

<<<<<<<<<


4. การจำแนกข้อมูลภาพ (Image Classification)
เป็นการจำแนกประเภทข้อมูลภาพดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์ มี 2 วิธี คือ4.1 Unsupervised Classification วิธีการจำแนกประเภทข้อมูลที่ผู้วิเคราะห์ไม่ต้องกำหนดพื้นที่ตัวอย่างของแต่ละประเภทข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ใช้โปรแกรมย่อย : i.cluster เพื่อทำการกำหนดกลุ่มข้อมูลโดยกำหนดกลุ่มข้อมูลโดยประมาณ 20 กลุ่มหรือมากกว่า การจำแนกใช้ i.maxlik ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใช้กันทั่วไปในการจำแนกประเภทข้อมูล โดยพิจารณาจาก ค่าสะท้อนช่วงคลื่น (Reflectance) ของแต่ละจุดภาพ (Pixel) หมายเหตุ : การจำแนกประเภทนี้จะจำแนกตามการสะท้อนแสงของข้อมูลทำให้ไม่ทราบว่าสิ่งปกคลุมดังกล่าว คืออะไร ผู้ใช้ต้องเป็นผู้ให้รายละเอียดว่าสีใดคืออะไร และอาจทำการ Reclass ใหม่ โดยใช้โปรแกรมย่อย: r.reclass4.2 Supervised Classification วิธีที่ผู้วิเคราะห์ต้องกำหนดพื้นที่ข้อมูลตัวอย่าง (Training Area) ของข้อมูลแต่ละประเภทให้กับคอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณค่าสถิติ และค่าสถิติดังกล่าวจะเป็นตัวแทน สำหรับการจำแนกประเภทข้อมูลของพื้นที่ทั้งหมด การจำแนกประเภทนี้ผู้จำแนกต้องมีความรู้เบื้องต้นในพื้นที่ และการแปลภาพดาวเทียมเบื้องต้นด้วย ในการใช้ GRASS ศึกษา มีขั้นตอนดังนี้ขั้นที่ 1 ทำการเปิดภาพดาวเทียมที่ผ่านการผสมสี (Color Composites) เรียบร้อยแล้วแสดงสิ่งที่ปกคลุมผิวดิน (Land cover)ได้ชัดเจน ใช้โปรแกรมย่อย : v.digit เพื่อทำการกำหนดพื้นที่ตัวอย่าง พร้อมทั้งใส่ ข้อมูลเฉพาะ (Attribute) ให้กับพื้นที่ตัวอย่างใช้โปรแกรมย่อย : v.to.rast เพื่อการแปลงข้อมูลจาก Vertor เป็น Rasterใช้โปรแกรมย่อย : i.gensig เพื่อสร้างไฟล์พื้นที่ตัวอย่างดังกล่าว (signature file)ใส่รายละเอียด group, supgroup, ไฟล์ ที่เป็น Training area ใช้โปรแกรมย่อย : i.maxlik เพื่อนำ signature file มาทำการจำแนกประเภทข้อมูลกับภาพถ่ายดาวเทียม





ผลที่ได้จากการศึกษาโดยใช้วิธี Supervised Classification




>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>