วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

สมองที่หลายคนชอบเข้าใจผิดๆมันสมองของวิเศษในตัวของท่าน


ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจมันสมองของวิเศษในตัวท่าน

1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลียทำงานช้าลงเข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมอง เมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเรื่องนี้พบว่าไม่จริง สมองเพลียกับใครไม่เป็นเพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ ไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อพลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี(Electrochemical) ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียนเปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมองก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆ สักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อยใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอน เช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่าน ดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่าท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงาน และไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น

2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12พันล้านตัว แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite) สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical) แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้า ในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่

3.อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญ นักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคน โดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆ ถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจสักหน่อย แต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลย เพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่ายเท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆมักจะฉลาดกว่าคนอื่น "แต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือ?" นักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึกตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงานไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมีไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์นอาดัมส์,อับราฮัม ลินคอล์น,นโปเลียน,เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆแต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ คืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้

4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน ....ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่าก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้สมองเสื่อมความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้อย่างนั้น แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหว ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรคหรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้ ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้ เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น

5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้น ท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอ ความจำของท่านก็จะดีขึ้นคือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้น มีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจ กำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมอง ทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจ หรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหา หรือความยากลำบากต่างๆกำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น

6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์ ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่า จิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษ และความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกอง แต่มันน่าประหลาดที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้ มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลันทันด่วน และแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว ตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิต อย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ เจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้นก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่ มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้าน แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้น มันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำ นักจิตวิทยากล่าวว่า หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้ อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่ เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้าจิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเอง ถ้าเราเป็น"คนขลาด"ขี้อายเราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาด เราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง

Wide Angle Lens



Wide Angle Lens ชื่อมีความหมายตรงตัวว่า เลนส์มุมกว้าง ที่เรียกว่ามุมกว้างนั้นคือ มันมีมุมรับภาพกว้างกว่าเลนส์มาตรฐาน ( Normal Lens ) หรือมากกว่า 47 ํ หรือเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสน้อยกว่า 50 มม. เช่น 35 มม., 28 มม. , 24 มม. ลดลงไปเรื่อยๆ

มุมรับภาพเป็นลักษณะประจำตัวของเลนส์แต่ละขนาดความยาวโฟกัส แต่เรามักเรียกเลนส์ที่ทางยาวโฟกัสซึ่งสะดวกกว่า จำง่ายกว่า เช่น Wide Angle Lens 24 mm.F2.5 ไม่บอกมุมรับภาพหากเราไปดูในรายละเอียดของเลนส์จะพบว่ามันมีมุมรับภาพ 84 ํ ซึ่งกว้างกว่า Normal Lens ซึ่งมีมุมรับภาพ 47 ํ เมื่อเลนส์มีมุมรับภาพกว้างทำให้เก็บองค์ประกอบของภาพได้มากกว่า โปรดดูภาพซ้ายมือประกอบ เมื่อเรามองผ่านเลนส์ที่มีมุมรับภาพกว้างจะเห็นว่าวัตถุที่จะถ่ายนั้นอยู่ห่างไกลออกไปจากตัวเราและมีขนาดเล็กลงเมื่อเปรียบเทียบกับการมองภาพด้วยตาเปล่า ส่วนจะเล็กลงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความยาวโฟกัสของเลนส์ตัวนั้น ทางยาวโฟกัสยิ่งสั้นเช่น 20 มม. จะเห็นวัตถุเล็กกว่าเมื่อมองจากเลนส์ 35 มม. สัดส่วนของภาพที่มองผ่านเลนส์จะย่อลงเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับสัดส่วนเปรียบเทียบกับเลนส์มาตรฐาน 50 มม.

เลนส์ 50 มม. มองวัตถุสูง 1 เมตร จะเห็นว่าวัตถุนั้นยังคงสูงเท่าเดิมคือ 1 เมตร

เลนส์ 35 มม. มองวัตถุสูง 1 เมตร จะเห็นว่าวัตถุนั้นยังคงสูงเท่าเดิมคือ 0.7 เมตร

เลนส์ 50 มม. มองวัตถุสูง 1 เมตร จะเห็นว่าวัตถุนั้นยังคงสูงเท่าเดิมคือ 0.36 เมตร

สัดส่วนที่ลดลงเราได้จาก ความยาวโฟกัสของเลนส์ตัวนี้ / ความยาวโฟกัส 50 มม. x ความสูงของวัตถุ

เมื่อเรามองเห็นวัตถุมีขนาดเล็กลงก็รู้สึกเหมือนกับว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างไปจากเดิม

ข้อดีของเลนส์ไวด์คือเก็บภาพได้มากกว่า ให้ความชัดลึก สูงมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ยิ่งทางยาวโฟกัสยิ่งน้อยระยะชัดลึกยิ่งมาก มีดีก็ต้องมีเสีย ข้อเสียของเลนส์ไวด์คือ การบิดเบี้ยวของภาพ ( คือถ่ายเส้นตรงแล้วมันไม่ตรง ) ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นเลนส์ที่โค้งมากๆ นั่นเอง เลนส์ทางยาวโฟกัสยิ่งน้อยภาพจะยิ่งบิดเบี้ยวได้มากหากนำไปถ่ายภาพคนภาพที่ออกมาจะหน้าบวมไม่สวยแถมน่าเกลียดอีกตะหาก เหมาะสำหรับภาพวิวทิวทัศน์

เลนส์มุมกว้างมีชิ้นเลนส์ที่โค้งมากทำให้เกิดภาพแฟร์ได้ง่ายหากมีการถ่ายภาพย้อนแสงหรือเฉียงๆ กับแสง ดังนั้นหากเรามีเลนส์ไวด์ไว้ใช้ก็ควรจะมี Hood สำหรับเลนส์ไวด์ไว้หน้าเลนส์ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพที่ถ่ายออกมาเสียคุณภาพไป เลือก Hood อย่างไรเอาไว้วันหลังจะลงบทความไว้ให้อ่านนะครับ

<- เพื่อความเข้าใจเรื่องมุมของการรับภาพกรุณาดูภาพซ้ายมือ และ รูปเปรียบเทียบอัตราส่วนของภาพจากภาพล่าง

การเลือกเลนส์ไวด์ไว้ใช้งาน

ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ทั่วๆ ไป 20 ถึง 35 มม. ซึ่งได้ภาพในมุมกว้างและภาพไม่บิดจนเห็นชัด

ถ่ายภาพงานพิธีเช่นแต่งงาน เป็นต้น ควรใช้ 35 มม. ถ้ากว้างมากเช่น 20 หรือ 24 หน้าของคนในภาพจะเบี้ยว

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

สแกนเนอร์

สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอลซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทำงานต่างๆได้ดังนี้
- ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร
- บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์
- แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์
- เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ
โดยพื้นฐานการทำงานของสแกนเนอร์, ชนิดของสแกนเนอร์ และความสามารถในการทำงานของสแกนเนอร์แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

ชนิดของเครื่องสแกนเนอร์
สแกนเนอร์สามารถจัดแบ่งตามลักษณะทั่วๆ ไป ได้ 2 ชนิด คือ
Flatbed scanners, ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ ชนิดนี้มีพื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMaker III Transparency and slide scanners, ซึ่งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ง เช่น ฟิล์มและ สไลด์

การทำงานของสแกนเนอร์
การจับภาพของสแกนเนอร์ ทำโดยฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน แสงจะผ่านกลับไปมาและภาพ จะถูกจับโดยเซลล์ที่ไวต่อแสง เรียกว่า charge-couple device หรือ CCD ซึ่งโดยปกติพื้นที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสงได้น้อยและพื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสงได้มากกว่า CCD จะสืบหาปริมาณแสงที่สะท้อนกลับ
จากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และเปลี่ยนคลื่นของแสงที่สะท้อน กลับมาเป็นข้อมูลดิจิตอล หลังจากนั้นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการสแกนภาพก็จะแปลงเอาสัญญาณเหล่านั้นกลับมาเป็นภาพ บนคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการสแกนภาพมีดังนี้
- สแกนเนอร์
- สาย SCSI สำหรับต่อจากสแกนเนอร์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
- ซอฟต์แวร์สำหรับการสแกนภาพ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสแกนเนอร์ให้ สแกนภาพตามที่กำหนด
- สแกนเอกสารเก็บไว้เป็นไฟล์ที่นำกลับมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนด้าน OCR
- จอภาพที่เหมาะสมสำหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์
- เครื่องมือสำหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์หรือสไลด์โปรเจคเตอร์

ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน แบ่งเป็นประเภทดังนี้
1. ภาพ Single Bit
ภาพ Single Bit เป็นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล น้อยที่สุดและ นำมาใช้ประโยชน์อะไรไ่ม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที่ ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit แบ่งออกได้สองประเภทคือ
- Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็นภาพขาวดำ ตัวอย่างของภาพพวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต
- Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็นโทนสีเทามากกว่า แต่โดยทั่วไปยังถูกจัดว่าเป็นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบๆ
2. ภาพ Gray Scale
ภาพพวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดำ โดยจะประกอบด้วยเฉดสีเทาเป็นลำดับขั้น ทำให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมากขึ้นกว่าเดิมภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจประกอบด้วยจำนวนบิตมากกว่า
ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น
3. ภาพสี
หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วยจำนวนบิตมหาศาล และใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมาก ควาามสามารถในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียดขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าใช้สแกนเนอร์ขนาดความละเอียดเท่าไร
4. ตัวหนังสือ
ตัวหนังสือในที่นี้ ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่ต้อง พิมพ์ลงในแฟ้มเอกสารของเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้สแกนเนอร์สแกนเอกสาร ดังกล่าว และเก็บไว้เป็นแฟ้มเอกสารได้ นอก จากนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถใช้ โปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟ้มภาพเป็น เอกสารดังกล่าวออกมาเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ลม

ลม คือ กระแสอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวนอน ส่วนกระแสอากาศคือ อากาศที่เคลื่อนที่ในแนวตั้ง การเรียกชื่อลมนั้นเรียกตามทิศทางที่ลมนั้นๆ พัดมา เช่น ลมที่พัดมาจากทิศเหนือเรียกว่า ลมเหนือ และลมที่พัดมาจากทิศใต้เรียกว่า ลมใต้ เป็นต้น ในละติจูดต่ำไม่สามารถจะคำนวณหาความเร็วลม แต่ในละติจูดสูงสามารถคำนวณหาความเร็วลมได้

1. ลมยีโอสโทรฟิก (Geostrophic Wind) เป็นลมที่เกิดจากแรง 2 แรง ที่มากระทำต่อกัน คือ แรงความชันความกดอากาศกับแรงคอริออสิล เนื่องจากการหมุนของโลก แรงทั้ง 2 จะพัดอยู่ในทิศทางตรงข้ามกันและมีความสมดุลกัน ลมนี้พัดขนานกับไอโซบาร์ที่เป็นเส้นตรงและขนานกัน ซีกโลกเหนือ ความกดอากาศต่ำจะอยู่ทางซ้ายของลม ส่วนในซีกโลกใต้ความกดอากาศต่ำ
2. ลมเกรเดียนด์ (Gradient Wind) เป็นลมที่เกิดจาแรง 3 แรง กระทำต่อกัน และมีความสมดุลกันคือ แรงความชันความกดอกาาศในแนวนอน และแรงคอริออสิส (ทั้ง 2 แรงทำให้เกิดลม ยีโอสโทรฟิก) แต่มีแรงที่กระทำเพิ่มขึ้นอีกแรงหนึ่ง คือแรงหนีศูนย์กลาง (centrifugal Force) ซึ่งเป็นแรงที่ออกจากศูนย์กลางลมนี้ไอโซบาร์จะมีลักษณะเป็นแนวโค้ง และจะพัดขนานกับความโค้งตามไอโซบาร์ รูปที่ 7 แสดงความสมดุลของแรง 3 แรง รอบๆ บริเวณความกดอากาศต่ำ และความกดอากาศสูงในซีกโลกเหนือ

ลมผิวพื้น (Surface Winds) คือ ลมที่พัดจากบริเวณผิวพื้นไปยังความสูงประมาณ 1 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการคลุกเคล้าของอากาศ และมีแรงฝืดอันเกิดจากการปะทะกับสิ่งกีดขวางร่วมกระทำด้วย ในระดับต่ำแรงความชันความกดอากาศในแนวนอนจะไม่สมดุลกับ แรงคอริออลิส แรงฝืดทำให้ความเร็วลมลดลง มีผลให้แรงคอริออลิสลดลงไปด้วย ลมผิวพื้นจะไม่พัดขนานกับไอโซบาร์ แต่พัดข้ามไอโซบาร์จากความกดอากาศสูงไปยังความกดอากาศต่ำ และทำมุมกับไอโซบาร์ (รูปที่ 8) การทำมุมนั้นขึ้นอยู่กับความหยาบของผิวพื้น ถ้าเป็นทะเลที่ราบเรียบจะทำมุม 10 ถึง 20 แต่พื้นดินทำมุม 20 ถึง 40 ส่วนบริเวณที่เป็นป่าไม้หนาทึม อาจทำมุมถึง 90 มุมที่ทำกับไอโซบาร์อยู่ในระดับความสูง 10 เมตร เหนือผิวพื้น ที่ระดับความสูงมากกว่า 10 เมตร ขึ้นไป แรงฝืดลดลง แต่ความเร็วลมจะเพิ่มขึ้น มุมที่ทำกับไอโซบาร์จะเล็กลง ส่วนที่ระดับความสูงใกล้ 1 กิโลเมตร เกือบไม่มีแรงฝืด ดังนั้นลมจึงพัดขนานกับไอโซบาร์

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานสามเหลี่ยม


ใน พ.ศ. ๒๔๓๔ กรมแผนที่ซึ่งมีพระวิภาคภูวดล หรือเจมส์ แมคคาร์ที (James Maccarthy) เป็นเจ้ากรม ได้มีงานรังวัดสามเหลี่ยมทางภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการโยงต่อกันกับสายสามเหลี่ยมของสถาบันการแผนที่อินเดีย ทางเหนือเชียงใหม่และเชียงราย และได้ทำต่อไปจนเลยบริเวณหลวงพระบางลงมาบริเวณแม่น้ำโขง เมื่อเกิดกรณีอินโดจีน ร.ศ.๑๑๒ ต้องหยุดงานสามเหลี่ยม แล้วผลสุดท้ายส่วนใหญ่ของสายสามเหลี่ยมนี้ได้ตกไปอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส
พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้เริ่มทำงานสามเหลี่ยมโยงต่อกับสถานีหมุดหลักฐาน ซึ่งสถาบันการแผนที่อินเดียได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ มุ่งที่จะไปทางจันทบุรี แล้วขึ้นไปต่อกับสายสามเหลี่ยมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ได้ประสบอุปสรรคหลายประการ งานจึงหยุดชะงักลง
ภายหลังพระวิภาคภูวดลได้ออกรับพระราชทานบำนาญ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้มีการวางหมุดหลักฐานชั้นที่ ๒ เพื่อใช้ในการทำแผนที่ภูมิประเทศ และทำการรังวัดที่ดิน เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นส่วนใหญ่
ใน พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้มีการวัดเส้นฐานการสามเหลี่ยม (triangulation base line) ที่ตำบลแสนแสบกรุงเทพฯ โดยใช้แถบอินวาร์ (invar) ยาว ๑๐ เมตรเป็นเส้นฐานแรก ต่อมาปลายปีได้วัดเส้นฐานแบบ สั้นที่เกาะภูเก็ต
งานสามเหลี่ยมได้เริ่มใน พ.ศ. ๒๔๕๐ โยงสายสามเหลี่ยมในเกาะภูเก็ตกับสายสามเหลี่ยมทางนครศรีธรรมราช ซึ่งต่อมาเป็นสายสามเหลี่ยมชั้นที่ ๑
ตามที่ได้กำหนดให้สายสามเหลี่ยมจากเหนือสุดไปถึงใต้สุดเป็นสายสำคัญ เมื่อกรมแผนที่ได้กลับมาสังกัดกระทรวงกลาโหม ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้เริ่มทำงานสามเหลี่ยมและงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังที่ได้ตรวจสอบที่ตั้งหมุดหลักฐานสามเหลี่ยมเขาหลวงราชบุรี ซึ่งสถาบันการแผนที่อินเดียได้นำเข้ามาจากทางด่านเจดีย์สามองค์ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ ก็ได้เริ่มทำการวัดเส้นฐานราชบุรี ใช้เครื่องวัดแบบใหม่ เป็นลวดอินวาร์ยาว ๒๕ เมตร เลขที่ ๗๕๓ ๗๕๖ ๗๕๗ และ ๗๕๘ ซึ่งได้ตรวจสอบเทียบความยาวแล้วที่สถาบันระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส
จากเส้นฐานราชบุรี ได้มีการรังวัดสามเหลี่ยมไปทางใต้จนถึงเส้นฐานนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รังวัดด้วยเครื่องลวดอินวาร์อีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ.๒๔๗๒ แล้วได้ต่อโยงกับสายสามเหลี่ยมของมาเลเซีย ใน พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๑ และได้รังวัดสายสามเหลี่ยมต่อไปทางเหนือโยงต่อกับเส้นฐานนครสวรรค์ และทำการสามเหลี่ยมต่อไปโยงกับเส้นฐานลำปาง จากเส้นฐานลำปางนี้ต่อสายสามเหลี่ยมโยงต่อกับสายสามเหลี่ยมของสถาบันการแผนที่อินเดียที่บริเวณเหนือสุดของประเทศ ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ทำให้สายสามเหลี่ยมเมริเดียน ๙๙ องศายาวที่สุดในประเทศไทย

งานวงรอบชั้นที่ ๑
ในการรังวัดสามเหลี่ยม ตำแหน่งที่เลือกตั้งเป็นหมุดหลักฐานจะอยู่บนยอดเขาที่สูง แต่ภูมิประเทศตอนที่จะใช้วิธีสามเหลี่ยมทำต่อไประหว่างนครราชสีมากับอุบลราชธานีไม่มีภูเขาสูง จะต้อง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสร้างกระโจมสำหรับตั้งเครื่องมือวัด
ได้มีการพิจารณาเห็นควรนำวิธีการที่สถาบันการแผนที่สหรัฐอเมริกา (U.S. Coast and Geodetic Surveys: USC and GS) มาใช้คือ การรังวัดวงรอบชั้นที่ ๑ (precise traverse) แทนการสามเหลี่ยม
กรมแผนที่จึงได้เริ่มทำการรังวัดวงรอบชั้นที่ ๑ ตามวิธีการของสถาบันดังกล่าว โดยมีการดัดแปลงบางอย่างเพื่อให้เหมาะสมขึ้น (เวลานั้นมีทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานีแล้ว) ได้เริ่มงานเมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ออกจากหมุดใกล้สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ไปตามทางรถไฟจนถึงอุบลราชธานี จุดหมายที่เริ่มอยู่ในลักษณะที่วัดโยงต่อกับสายสามเหลี่ยมชั้นที่ ๑ ที่สถานีหมุดหลักฐานสามเหลี่ยม ๒ สถานี ใช้แถบอินวาร์ ๕๐ เมตร ใช้กล้องวัดมุมขนาด ๑๐ นิ้ว และใช้เครื่องดึงโซ่แบบเดียวกับเครื่องดึงลวดอินวาร์ที่ใช้ในการวัดเส้นฐาน
ระยะทางที่รังวัดถึงอุบลราชธานีประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ผลการวัดมีความละเอียดถูกต้องอยู่ในเกณฑ์งานชั้นที่ ๑
การทำวงรอบชั้นที่ ๑ ได้เริ่มอีกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ เครื่องมือที่ใช้คือ กล้องวัดมุมแบบวิลด์ที ๓ (Wild T ๓) จำนวน ๒ เครื่อง มาตรวัดระยะทางแบบ ๘ จำนวน ๑ ชุด และเครื่องวิทยุรับ-ส่ง แบบฟินอล (phynal) จำนวน ๕ เครื่องพร้อมทั้งกระโจมเหล็กแบบบิลบี
วิธีการวงรอบชั้นที่ ๑ ได้ทำต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.๕๒๐ จนถึงบัดนี้ (๒๕๒๘) เนื่องจากงานสามเหลี่ยมได้ทำขึ้นครอบคลุมพื้นที่เพียงพอในหลายพื้นที่แล้ว และการสำรวจวงรอบชั้นที่ ๑ ให้ความสะดวก รวดเร็วและประหยัดกว่า มีความละเอียดถูกต้องอยู่ในเกณฑ์งานชั้นที่ ๑ ด้วย

10 วิธีเตรียมตัวก่อนสอบ



1. ทบทวน ท่อง ทฤษฎีบทหรือนิยาม ของบทเรียนที่จะมีการสอบให้ได้อย่างขึ้นใจ ชนิดที่ว่าแม้พิสูจน์โจทย์ข้อสอบนั้นไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถแสดงความสัมพันธ์ของโจทย์กับทฤษฎีบทหรือนิยามนั้น ๆ ให้อาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบอ่านได้อย่างถูกต้อง รับรองว่าต้องได้คะแนนข้อนั้นอย่างแน่นอน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับลายมือผู้สอบจะเขียนได้สวยแค่ไหน


2. ทบทวนแบบฝึกหัดทุกข้อ ที่อาจารย์ผู้สอนชอบย้ำนักหนาในห้องว่า "ข้อสอบก็ออกในแนวนี้ละ" หรืออาจารย์บางท่านก็พูดย้ำตรง ๆ เลยว่า "ข้อนี้ออก............นะ" ดังนั้นเวลาเรียนถ้าเจออาจารย์พูดแบบนี้ ก็อย่าลืมเอาปากกาแดงทำ * กา ไว้ที่แบบฝึกหัดข้อนั้นให้ใหญ่ ๆ เลยทีเดียว รับรองไม่พลาด ถ้าข้อไหนทวนหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ให้ฝึกเขียนหลาย ๆ ครั้งจนจำขึ้นใจ

3. เตรียมอุปกรณ์เครื่องเขียนที่จะใช้ในการสอบให้พร้อม ข้อนี้สำคัญมากนะเพราะจะได้ไม่ต้องไปยืมชาวบ้านเค้า และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำทำใจให้ผ่องใส อย่าลืมสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิทำใจนิ่ง ๆ ว่าง ๆ ก่อนนอนสัก 5 นาที จะทำให้ใจสงบและหลับอย่างเป็นสุข พร้อมจะเผชิญอุปสรรคของวันใหม่

4. ตื่นนอนตี 5 ของวันใหม่ ล้างหน้าล้างตาให้สดใส ทบทวนเนื้อหาทั้งหมด ตลอดจนทฤษฎีบท แบบฝึกหัด (ที่ทบทวนไปเมื่อวาน) โดยอ่านแบบผ่าน ๆ สายตา ความเงียบสงบของเช้าตรู่จะช่วยให้จำได้ดี


5. ถึงหน้าห้องสอบก่อนเวลา สัก 10 นาที ตรวจเลขที่นั่งสอบของตนเองให้เรียบร้อย และไม่ต้องสนใจที่จะถกปัญหาเรื่องโจทย์กับใคร ตลอดจนไม่อ่านหนังสือหรือทบทวนอะไรในหัวสมองอีก ทำใจให้เบิกบานว่าง ๆ ไม่สนใจคนรอบข้าง


6. เมื่อผู้คุมสอบเรียกเข้าห้อง เข้านั่งประจำโต๊ะ วางอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องเขียนในทิศทางที่หยิบใช้ได้ง่าย นั่งตัวตรงทำใจว่าง ๆ เตือนสติตนเองอีกครั้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่พยายาม "ทุจริต" ด้วยวิธีการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะนั้นเท่ากับเราหมดภูมิและพยายามฆ่าตัวตายชัด ๆ


7. รอกรรมการแจกข้อสอบ หรือถ้าข้อสอบวางคว่ำอยู่บนโต๊ะแล้ว ให้รอคำสั่งเปิดข้อสอบ เมื่อเวลาสัญญานเริ่มทำการสอบดังขึ้นขณะทำการสอบจากนั้น..........

7.1 เปิดข้อสอบเมื่อได้รับคำสั่ง ตรวจสอบเวลาทำการสอบรวมกี่ชั่วโมงที่หัวข้อสอบให้แน่ชัด เสร็จแล้วเขียนชื่อ/นามสกุล ชั้น/ห้อง เลขที่ประจำตัว เลขที่สอบให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันให้ฟังกรรมการผู้คุมสอบไปด้วยว่า มีคำสั่งแก้ไขข้อสอบหรือไม่


7.2 พลิกดูข้อสอบทั้งหมดมีกี่ข้อ เป็นปรนัยกี่ข้อ อัตนัยกี่ข้อ คำนวณเวลาที่มี โดยปกติข้อสอบอัตนัย 1 ข้อ จะใช้เวลามากกว่าปรนัยประมาณ 3 เท่า ว่าควรจะใช้เวลาคิดได้ข้อละกี่นาที และเหลือเวลาไว้ตรวจสอบคำตอบทั้งหมดในตอนท้ายไว้ซัก 10 นาที


7.3 เมื่อได้เวลาเฉลี่ยต่อข้อในการทำข้อสอบแล้ว พลิกข้อสอบดูคร่าวๆ ตั้งแต่ข้อ 1 ไปถึงข้อสุดท้ายอีกครั้ง เพื่อดูว่าข้อสอบข้อใดบ้างง่ายสำหรับเรา ให้ลงมือทำเลยโดยไล่จากข้อสอบแบบปรนัยไปแบบอัตนัย


7.4 อ่านคำสั่งให้เข้าใจว่าแต่ละส่วนของข้อสอบเขาให้เราตอบอย่างไร ให้วงกลม กากะบาด หรือเติมคำตอบสั้น ๆ จับคู่ หรือแสดงวิธีทำ


7.5 เริ่มทำข้อสอบที่ยากจากข้อแรกไปตามลำดับ อย่าลืม "การวิเคราะห์โจทย์อย่างมีประสิทธิภาพ" จะช่วยให้วางแผนในการคิดหาคำตอบในแต่ละข้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


7.6 ข้อไหนคิดจนหมดเวลาเฉลี่ยแล้วให้ผ่านไปก่อน คิดข้ออื่นต่อไป ถ้ามีเวลาเหลือแล้วค่อยกลับมาทำใหม่


7.7 อย่าเขียนสูตร ทฤษฎีบท นิยาม หรือวิธีคิดใด ๆ ไว้บนมือขณะอยู่ในห้องสอบ เพราะจะทำให้เกิดปัญหากับกรรมการคุมสอบได้ง่ายที่สุด



8. สำหรับข้อสอบแบบอัตนัย ให้เขียนวิธีทำด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้รูปแบบของการทำโจทย์คณิตศาสตร์ในชั้นเรียน (ไม่ควรใช้รูปแบบจากการเรียนพิเศษ ซึ่งนั่นควรเขียนเก็บไว้เพื่อความเข้าใจของตนเองเท่านั้น)


9. ใช้เวลาช่วง 10 นาทีสุดท้าย ตรวจสอบคำตอบที่เราทำมาทั้งหมด ดูว่าเราทำตกหล่น เผลอเลอ ลืมอะไรตรงไหนอีกหรือไม่


10. ส่งกระดาษคำตอบให้กรรมการผู้คุมสอบเมื่อตรวจทานเสร็จหรือได้ยินสัญญานหมดเวลาสอบ ขณะส่งกระดาษให้เหลือบดูที่หัวกระดาษคำตอบสักนิดว่าเขียน ชื่อ/นาม สกุล เลขที่สอบหรือเลขประจำตัว เรียบร้อยแล้วหรือไม่ เพราะยังแก้ไขได้ทัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ชนิดของรูปภาพที่ใช้ในเว็บเพจ




ภาพดิจิตอลที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์มีหลายชนิดที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องขนาดของภาพ ความละเอียด จำนวนสีที่แสดงผล เทคนิคการจัดเก็บรายละเอียด แต่ที่นำมาใช้ในเว็บเพจนั้นมีเพียง 3 ชนิด
1.ไฟล์ Gif (Compuserve Graphics Interchange Format) อ่านว่า จิ๊ฟ หรือ กิ๊ฟ มีนามสกุลเป็น *.gif ไฟล์บิตแมตชนิดนี้ เป็นไฟล์ชนิดบีบอัดข้อมูล สามารถแสดงสีได้สูงสุดเพียง 256 สี เหมาะสำหรับใช้จัดเก็บภาพการ์ตูน หัวข้อเรื่อง ที่มีความละเอียดของสีสันน้อยแสดงผลได้เร็ว รวมทั้งสนับสนุนการแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ ทำให้เป็นภาพชนิดพื้นโปร่งใส (Transparency) จึงมีความน่าสนใจมากขึ้น มีความสามารถในการแสดงผลแบบหยาบ และค่อยๆ ขยายไปสู่ละเอียด (Interlace)
2.ไฟล์ JPEG หรือ JPG (Joint Photographic Experts Group) อ่านว่า เจ-เพ็ก มีนามสกุลเป็น *.jpg เป็นไฟล์ชนิดบีบอัดข้อมูลที่มีขนาดเล็กมาก และแสดงสีได้สูงสุดถึง 16.7 ล้านสี ทำให้ภาพมีความคมชัดสูง เนื่องจากไฟล์ชนิดนี้ผ่านการบีบอัดข้อมูลมาก จึงใช้เวลาในการคลายภาพกลับมาเพื่อแสดงผลนานกว่าไฟล์ GIF มีระบบการแสดงภาพแบบหยาบแล้วค่อยๆ ละเอียดชัดเจนขึ้นแบบ Progressive มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถทำพื้นโปร่งใสได้ จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสม
3.ไฟล์ PNG (Portable Network Graphic) อ่านว่า ปิง เป็นไฟล์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาแทนไฟล์ GIF และไฟล์ JPG ซึ่งเป็นการดึงเอาคุณสมบัติเด่นๆ ของไฟล์ทั้งสองรูปแบบมาใช้งาน เช่น สนับสนุนจำนวนสีได้มากเหมือนภาพ JPEG แต่การแสดงผลแบบหยาบไปละเอียดเลือกใช้แบบ Interlace เหมือนภาพ GIF ทำพื้นโปร่งใสได้ด้วย แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันได้มีการนำเข้ามาแทนที่รูปภาพชนิด JPEG และ Gif แล้ว โปรแกรมตกแต่งภาพหลายค่ายก็สนับสนุนการเปิดและบันทึกไฟล์สกุลนี้ ในระบบปฏิบัติการที่มีพื้นฐานจาก Unix เช่น Linux, Mac OSX จะใช้ภาพสกุลนี้เป็นหลักในการบันทึกภาพจากซอฟท์แวร์ต่างๆ

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

sampling size

ขนาดตัวอย่าง ของ ตัวอย่างสถิติ คือจำนวนข้อสังเกตว่าเป็นการมัน. เป็นปกติ denoted n เป็น จำนวนเต็ม บวก (จำนวนธรรมชาติ).
ปกติทุกคนกำลังเท่ากับขนาดตัวอย่างขนาดใหญ่นำไปสู่ ความแม่นยำ เพิ่มขึ้นในประมาณการของคุณสมบัติต่างๆของ ประชากร แต่ผลลัพธ์ที่จะกลายเป็นไม่ ถูกต้อง หากมี ข้อผิดพลาดของระบบ ในการทดสอบ. นี้สามารถเห็นได้ในกฎสถิติเช่น กฎหมายของจำนวนมาก และ ทฤษฎีบทขีดจำกัดกลาง. การวัดซ้ำและ ซ้ำ ตัวอย่างอิสระต้องบ่อยใน การวัด และ การทดสอบ เพื่อเข้าถึงความแม่นยำที่ต้องการ.
เช่นปกติจะเมื่อ สถิติ ประสงค์ที่จะประมาณการ เลขคณิตหมาย ของตัวแปรสุ่มต่อเนื่อง (เช่นความสูงของบุคคล). ทะลึ่งที่พวกเขามี ตัวอย่าง สุ่ม ที่มีการสังเกตการณ์ อิสระ และยังให้ความแปรปรวนของประชากร (วัดโดย σ เบี่ยงเบนมาตรฐาน) เป็นที่รู้จักแล้ว ผิดพลาดมาตรฐาน ของความหมายตัวอย่างจะได้รับจากสูตร:

มันง่ายแสดงว่าเป็น n จะมีขนาดใหญ่มากผันแปรนี้จะเล็ก. นี้นำไปสู่การเพิ่ม การทดสอบสมมติฐาน ที่สำคัญที่มี อำนาจทางสถิติ มากขึ้นและขนาดเล็ก ระยะมั่นใจ.

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานกรุงสุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (เขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า) อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยปัจจุบัน (เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนจรดวิถีถ่อง)

ผังเมืองสุโขทัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตร มีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอยพระราชวังและวัดอีก 26 แห่ง วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ อุทยานแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากรด้วยความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโก มีผู้เยี่ยมชมหลายแสนคนต่อปี ซึ่งสามารถเดินเท้าหรือขี่จักรยานเที่ยวชมได้

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการประกาศคุ้มครองครั้งแรกตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 โครงการฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้ก็ได้รับการอนุมัติ และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534[ต้องการอ้างอิง] องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ที่กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัยภายใต้ชื่อว่า "เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร" (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns)

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553


ศึกษาชั้นบรรยากาศและพื้นผิว

นักดาราศาสตร์ชวนดูปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลก เพื่อศึกษาสภาพพื้นผิวและชั้นบรรยากาศ ผ่านกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แจ้งว่า คืนวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 จะมีปรากฏการณ์ดาวอังคารเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ตำแหน่งที่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และโคจรเข้าใกล้กับโลก ส่งผลให้ดาวอังคารมีความสว่างมากกว่าตำแหน่งอื่น ๆ โดยจะมีระยะห่างจากโลกประมาณ 0.6639 เอยู หรือ 99,331,400 กิโลเมตร มีค่าความสว่างปรากฏเท่ากับ-1.28 โชติมาตร และมีขนาดปรากฏประมาณ 14.10 ฟิลิปดา ในช่วงเวลา 01.44 น.

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ เหมาะแก่การศึกษาสภาพพื้นผิวและชั้นบรรยากาศ รวมทั้งดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของดาวอังคาร และเพื่อให้ได้อรรถรสในการชมควรใช้กล้องสองตา หรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กในการสังเกตการณ์ ซึ่งเริ่มสังเกตเห็นดาวอังคารตั้งแต่เวลา 19.00 น. โดยประมาณ ทางทิศตะวันออก และคล้อยต่ำลงไป ทางทิศตะวันตกในเวลาเช้ามืด สามารถติดตามข่าวสารและภาพถ่ายดาวอังคารที่โคจรเข้าใกล้โลกได้ที่ www.narit.or.th

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553


หลังจากการกำหนดหมุดควบคุมภาพถ่ายทางบนพื้นดินและบนภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขก็จะหาค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ระหว่างระบบพิกัดทั้ง 2 แบบด้วยสมการสภาวะร่วมเส้น (Colinearity Equation) ดังนี้

โดยที่
m11 = cosφ cos κ
m12 = sin ωsinφ cos κ + cos ω sin κ
m13 = - cos ωsinφ cos κ + sin ω sin κ
m21 = - cosφ sin κ
m22 = - sin ωsinφ sin κ + cos ω cos κ
m23 = cos ωsinφ sin κ + sin ω cos κ
m31 = sin φ
m32 = - sin ω cos φ
m33 = cos ω cos φ
โดยที่
m คือสัมประสิทธิ์การหมุนของรูปโดยที่ ω , φ
และ κ เป็นการหมุนรอบแกน x , y และ z ตามลำดับ
f = ความยาวโฟกัส
xa,ya = ค่าพิกัดบนภาพถ่ายของจุดที่ต้องการ
xo,yo = ค่าพิกัดบนภาพถ่ายของจุดกลางภาพ
XA,YA,ZA = ค่าพิกัดบนพื้นดินที่ตำแหน่งเดียวกันกับภาพถ่าย
XL,YL,ZL = ค่าพิกัดบนพื้นดินของจุดถ่ายภาพ
จากสมการจะสามารถแปลงค่าพิกัดบนภาพและบนพื้นดินได้อย่างถูกต้องและสามารถตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งที่แปลงระบบพิกัด เมื่อตำแหน่งของพิกัดภาพที่แปลงจากสัมประสิทธิ์ของพิกัดบนพื้นดินที่ตำแหน่งเดียวกันเรียกว่า รากความคลาดเคลื่อน
กำลังสอง (Root-Mean-Square Error; RMSerror) [9] ที่ควรมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 ไมครอน (μm.) [2] ทางแกน x, y ที่ได้มาจากสมการ

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

การสร้างแผนที่แบบ 2 มิติและ 3 มิติ
ความสำเร็จในโครงการทำแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขเริ่มต้นจากการกำหนดภาพถ่ายที่เหมาะสม กับพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งนักแผนที่และนักสำรวจจะต้องคำนวณวิเคราะห์ และวางแผนการทำงานในบริเวณนั้นก่อน จากกระบวนการผลิตในขั้นตอนที่ 1 และ 2 เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการบินถ่ายภาพโดยข้อกำหนดในการบินจะประกอบด้วย 2 สิ่ง คือ
แผนที่แนวบินที่จะแสดงตำแหน่งของบริเวณที่ทำการถ่าย
เกณฑ์กำหนดเป็นรายละเอียดทั่วไปๆ ของข้อกำหนดและคุณลักษณะที่มีอิทธิผลต่อเครื่องถ่ายและภาพ เช่น มาตราส่วน ระดับความสูงบิน การซ้อนทับ ความเอียงและสภาพอากาศ เป็นต้น การควบคุมและกำหนดสิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำงานลดลงและได้ผลตามที่ต้องการจึงทำให้ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำงานเริ่มแรก จากภาพถ่ายทางอากาศที่ได้จากการบินถ่ายภาพจะอยู่ในรูปของฟิลม์เนกาทีฟที่ต้องเก็บรักษาให้ดีเพราะถ้าเกิดความชื้นหรือฉีกขาดจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพได้ อีกทั้งการนำมาใช้แต่ละครั้งจะทำให้เกิดชำรุดหรือเสียหายได้ ดังนั้นจึงมีการนำภาพในรูปแบบฟิลม์ที่อัดกระดาษแล้วมาแปลงอยู่ในรูปของข้อมูลแบบเชิงเลขสำหรับประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์สามารถเก็บรักษาได้ง่าย
ซึ่งรูปแบบของข้อมูลบนคอมพิวเตอร์จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ
ประกอบด้วยจุดภาพที่ต่อเนื่องจากลักษณะของข้อมูลบนภาพถ่ายที่แปลงเป็นข้อมูลเชิงเลขแล้วมาแล้วจะนำมาปรับแก้ภาพถ่ายให้มีความถูกต้องทางเรขาคณิตและสัมพันธ์กับลักษณะการบินถ่ายภาพ จากการหาค่าพิกัดของจุดดัชนีจำนวน 4-8 จุดที่อยู่ตามขอบของภาพโดยมีลักษณะดังรูปที่ 3 ซึ่งจุดดัชนีเป็นจุดที่กำหนดแน่นอนบนภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลขทำให้ลักษณะทางเรขาคณิตของภาพไม่เกิดความบิดเบี้ยวสูงจากการถ่ายภาพ อีกทั้งยังสามารถหาได้ง่ายและมีรูปลักษณะที่แน่นอนเหมาะสำหรับนำมาใช้ในการวิเคราะห์ จึงใช้ในการจัดวางภาพภายใน Interior Orientation) เป็นการปรับแก้ภาพให้มีลักษณะเช่นเดียวกับตอนถ่ายภาพและจัดภาพภายนอก Exterior Orientation) เป็นการปรับแก้จุดเปิดถ่ายของภาพ ด้วยเครื่องร่างแผนที่สามมิติ (Stereoplotter ที่ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติดังรูปที่ 5 ซึ่งจะปรับแก้การวางตัวของภาพให้เหมือนกับการบินถ่ายภาพและส่งข้อมูลที่ปรับแก้และภาพสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ และแบบอัตโนมัติที่ทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จะทำงานด้วยโปรแกรมปรับแก้และเก็บข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ภาพที่ได้รับการปรับแก้และจัดวางภาพแล้วจะนำมากำหนดหมุดควบคุมบนพื้นดิน Ground Control Pointsที่สัมพันธ์กันบนภาพถ่ายเพื่อให้พิกัดบนภาพถ่ายสัมพันธ์กับพิกัดบนพื้นดินและสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง โดยการหาค่าพิกัดจะทำการเปรียบเทียบกับแผนที่ฐานดังรูปที่ 4 บนพื้นที่บริเวณเดียวกันกับพื้นที่ที่บินถ่ายภาพ ซึ่งหมุดควบคุมควรจะครอบคลุมพื้นที่และมีจำนวน 3-5 หมุด [7] ซึ่งถ้ามีจำนวนหมุดมากขึ้นก็จะทำให้จำนวนตัวแปรเพิ่มขึ้นแผนที่แนบสนิทกับภาพถ่ายได้ค่าพิกัดที่มีความถูกต้องสูงในการทำงาน

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553


แผ่นดินไหว

เป็นปรากฏการณ์การสั่นสะเทือนหรือเขย่าของพื้นผิวโลก สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติ โดยแผ่นดินไหวบางลักษณะสามารถเกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้ เช่น การทดลองระเบิดปรมาณู การปรับสมดุลเนื่องจากน้ำหนักของน้ำที่กักเก็บในเขื่อน และแรงระเบิดของการทำเหมืองแร่ เป็นต้น
แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของ
แผ่นเปลือกโลก (แนวระหว่างรอยต่อธรณีภาค) ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญ่เลื่อน เคลื่อนที่ หรือแตกหักน่ะและเกิดการโอนถ่ายพลังงานศักย์ ผ่านในชั้นหินที่อยู่ติดกัน พลังงานศักย์นี้อยู่ในรูปคลื่นไหวสะเทือน จุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว (focus) มักเกิดตามรอยเลื่อน อยู่ในระดับความลึกต่างๆของผิวโลก เท่าที่เคยวัดได้ลึกสุดอยู่ในชั้นแมนเทิล
ส่วนจุดที่อยู่ในระดับสูงกว่า ณ ตำแหน่งผิวโลก เรียกว่า "จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว" (epicenter) การสั่นสะเทือนหรือแผ่นดินไหวนี้จะถูกบันทึกด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ไซส์โมกราฟ

สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวจากธรรมชาติ
แผ่นดินไหวจากธรรมชาติเป็นธรณีพิบัติภัยชนิดหนึ่ง ส่วนมากเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อระบายความเครียด ที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลันเพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ โดยปกติเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อน ภายในชั้นเปลือกโลกที่อยู่ด้านนอกสุดของโครงสร้างของโลก มีการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ อยู่เสมอ (ดู การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก) แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อความเค้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงมีมากเกินไป ภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยในบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลก ที่ที่แบ่งชั้นเปลือกโลกออกเป็นธรณีภาค (lithosphere) เรียกแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลกนี้ว่า แผ่นดินไหวระหว่างแผ่น (interplate earthquake) ซึ่งเกิดได้บ่อยและรุนแรงกว่า แผ่นดินไหวภายในแผ่น (intraplate earthquake)

แผ่นดินไหวจากการกระทำของมนุษย์
มีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การระเบิด การทำเหมือง สร้าง
อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนใกล้รอยเลื่อน การทำงานของเครื่องจักรกล การจราจร รวมถึงการเก็บขยะนิวเคลียร์ไว้ใต้ดิน เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553





อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีพื้นที่ครอบคลุมรอยต่อสองจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ภูหินร่องกล้าเป็นแหล่งกำเนิดของประวัติศาสตร์การ สู้รบอันยาวนานเป็นวีรกรรมของนักรบไทย ความขัดแย้งของลัทธิและแนวความคิดที่นำไปสู่ความสูญเสียเลือด ชีวิตและน้ำตา ภาพประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ตลอดจนสภาพสิ่งก่อสร้างในอดีตจะถูกบันทึกเก็บรักษาไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงผลของการใช้กำลังเข้าประหัตประหาร ทำให้เกิดความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองความแตกแยก ความสามัคคีของคนในชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ หรือ 307 ตารางกิโลเมตรในปี พ.ศ. 2511-2525 เทือกเขาหินร่องกล้านี้เคยเป็นฐานที่มั่นใหญ่ในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นผลเกิดปัญหาความมั่นคงทางการเมืองขึ้น ในกลางปี พ.ศ. 2515 ทางราชการทหารจึงได้เปิดยุทธการภูขวาง โดยจัดกองพลผสมจากกองทัพภาคที่ 1, 2, 3 กรมการบินศูนย์สงครามพิเศษทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน เข้าปฏิบัติเพื่อยึดภูหินร่องกล้า ทว่าไม่สำเร็จเพราะสภาพพื้นที่ไม่อำนวยเนื่องจากภูหินร่องกล้าตั้งอยู่กลางเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนเป็นป่ารกทึบ ต่อมากองบัญชาการทหารบก ได้เปลี่ยนแผนยุทธการในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยใช้นโยบายที่ 66/2523 และคำสั่งที่ 65/2525 กองทัพภาคที่ 3 และทหารหน่วยผสม พลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 3 (พตท. 33) ซึ่งนำโดย พันเอกไพโรจน์ จันทร์อุไร ผู้อำนวยการ พตท.33 ได้นำนโยบายใหม่นี้เข้าปฏิบัติการจนประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะ โดยไม่เสียเลือดเนื้อแม้แต่น้อย บรรดาชาวบ้านและมวลชนของ ผกค. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขา เผ่าม้ง (แม้ว) ได้กลับใจไม่ให้ความร่วมมือกับ ผกค. และเข้ามอบตัวกับทางราชการส่วนแกนนำได้ละทิ้งฐานที่มั่นไป จากนั้น พตท. 33 จึงได้เริ่มพัฒนาพื้นที่แห่งนี้โดยการตัดถนนผ่านใจกลางภูหินร่องกล้า ต่อมา พตท. 33 ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ สร 4001(301)/324 ลงวันที่ 10 มกราคม 2526 ให้กองทัพภาคที่ 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 พิจารณาร่วมและประสานกับกรมป่าไม้เพื่อพิจารณา จัดตั้งบริเวณภูหินร่องกล้าเป็นอุทยานแห่งชาติฅงวันที่(๔ กุมภาพมซฐฌ(:26(ณ้นายจฺรฎล สุขเกษม)ธมกวิชาการ9่Rไม้ 5 นาย๔มฐ‚ ธกูลเรืองกิจ เจ้าพนักงานป่าไม้ 3 นายมาโนช การพนักงาน นายช่างโยธา 3 ไปดำเนินการสำรวจหาข้อมูลบริเวณภูหินร่องกล้าผลการสำรวจสรุปได้ว่า เป็นพื้นที่ๆ สภาพภูมิประเทศและทิวทัศน์สวยงาม เป็นป่าต้นน้ำลำธารและมีลักษณะทางธรรมชาติ ที่เป็นจุดเด่นหลายแห่ง เช่น ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ประกอบกับเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของการสู้รบระหว่างกองทัพแห่งชาติกับคอมมิวนิสต์ มีความเหมาะสมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เป็นผลให้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 1 /2526 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2526 เห็น สมควรให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ป่าภูหินร่องกล้าให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนด บริเวณป่าภูหินร่องกล้าท้องที่ตำบลบ่อโพธิ์ ตำบลเนินเพิ่ม ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และตำบลกกสะท้อน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 101 ตอนที่ 96 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 48 ของประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูหมันขาว ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูหมันขาวเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงประมาณ 1 ,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล เทือกเขาเหล่านี้จะมีความสูงลดหลั่นลงไปจากด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยลำน้ำไซ ห้วยน้ำขมึน ห้วยออมสิงห์ ห้วยเหมือดโดน และห้วยหลวงใหญ่

ลักษณะภูมิอากาศ

ภูหินร่องกล้ามีสภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึงและภูหลวงเนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกันอากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำมากประมาณ 0-4oC มีหมอกคลุมทั่วบริเวณ ส่วนฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบายฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 18-25oC

พืชพรรณและสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ 3 ชนิด คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา ป่าเต็งรัง เป็นป่าที่ขึ้นในพื้นที่ระดับต่ำบริเวณเชิงเขา พื้นที่เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์และค่อนข้างแห้งแล้ง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง พยอม เหียง ตะคร้อ พลวง ฯลฯ ป่าดิบเขา จะขึ้นในบริเวณเขาสูง ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก อากาศชื้น เป็นป่ารกทึบ พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่ ก่อเดือย ก่อหัวหมู อบเชย ทะโล้ ฯลฯ ส่วนพืชพื้นล่าง ได้แก่ หวาย ปาล์มชนิดต่างๆ ป่าสนเขา เป็นป่าบนที่ราบหลังภู มีสนสองใบและสนสามใบขึ้นปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นสนสองใบ บางแห่งอยู่รวมกันเป็นป่าสนกว้างใหญ่นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้ป่าดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เช่น ม้าวิ่ง เอื้องตาหิน เอื้องคำหิน เอื้องสายสามสี ช้องนางคลี่ เหง้าน้ำทิพย์ กุหลาบขาว กุหลาบแดง ฟองหิน รวมทั้งมอส เฟิน ไลเคนล์ และตะไคร่ชนิดต่างๆ ซึ่งในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาวดอกไม้ป่าเหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งมีสีสันงดงามในอดีตภูหินร่องกล้า เคยมีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือ กวางป่า เก้ง กระจง นกชนิดต่าง ๆ ครั้นต่อมาเมื่อกลายเป็นแหล่งอาศัยของคนจำนวนมาก และยังเคยเป็นสมรภูมิแห่งการสู้รบมาก่อน สัตว์ป่าต่างๆ จึงถูกล่าเป็นอาหาร ในปัจจุบันเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลง จึงมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น เสือ เก้ง กระจง หมี และนกหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553



การจำแนกประเภทข้อมูล (Image Classification)

การวิเคราะห์เชิงสถิติเพื่อคัดแยกกลุ่มของข้อมูล (จุดภาพ)ที่มีคุณสมบัติทางแสงที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันให้เป็นกลุ่มข้อมูลประเภท (Class) เดียวกัน และคัดแยกกลุ่มข้อมูลที่มี-คุณสมบัติทางแสงต่างกันให้ออกจากกัน มี 2 วิธีการ ดังนี้
1. การจำแนกประเภทข้อมูลแบบไม่ควบคุม (Unsupervised Classificaiton) เป็นการจำแนกข้อมูลเชิงภาพ โดยอัตโนมัติด้วยการจัดกลุ่มเชิงสถิติ (Statistical Grouping หรือ Clustering) ที่ใช้คุณสมบัติทางแสง (Spectral Pattern) ของวัตถุต่างๆ บนพื้นผิวโลกที่สะท้อนมายังระบบสำรวจระยะไกล (Remote Sensing System) โดยที่ผู้วิเคราะห์ไม่ทราบสภาพลักษณะภูมิประเทศตลอดจนวัตถุที่ปกคลุมบนพื้นผิวของพื้นที่บริเวณนั้นมาก่อน อย่างไรก็ดีการจำแนกข้อมูลนี้จะต้องกำหนดจำนวนกลุ่มไว้ล่วงหน้าด้วย


2. การจำแนกข้อมูลแบบควบคุม (Supervised Classification) เป็นการจำแนกข้อมูลเชิงภาพโดยที่ผู้วิเคราะห์ทราบลักษณะภูมิประเทศรวมทั้งประเภทของวัตถุที่ปกคลุมบนพื้นผิวของพื้นที่ในบริเวณที่จะวิเคราะห์ ดังนั้นจึงสามารถกำหนดตัวอย่างของข้อมูลแต่ละประเภทบนพื้นผิวที่เรียกว่า พื้นที่ตัวอย่าง (Training Area) เพื่อเป็นตัวแทนในการวิเคราะห์เชิงสถิติหลังจากนั้นจึงนำค่าทางสถิติที่ได้นี้ไปทำการวิเคราะห์พื้นที่ภาพทั้งหมดซึ่งจะได้ผลลัพธ์ตามจำนวนประเภทข้อมูลที่กำหนดไว้


การเตรียมการจำแนกประเภทข้อมูล มีขั้นตอนการทำงานดังนี้
1. กำหนดลักษณะของการจำแนก เป็นการกำหนดว่าจะทำการจำแนกประเภทข้อมูลเรื่องอะไร โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการทำงานและคุณสมบัติของข้อมูลดาวเทียม อาทิเช่น การจำแนกข้อมูลการใช้ที่ดิน, การจำแนกประเภทข้อมูลทางธรณีวิทยา, การกำหนดพื้นที่ป่าไม้, การจำแนกพื้นที่น้ำท่วม ฯลฯ
2. กำหนดช่วงคลื่นข้อมูลดาวเทียม เป็นการกำหนดว่าจะใช้ช่วงคลื่นอะไรในการจำแนกประเภทข้อมูลเนื่องจากแต่ละช่วงคลื่นจะแสดงคุณสมบัติของการสะท้อนและการดูดกลืนพลังงานของวัตถุต่างๆ บนพื้นผิว แตกต่างกันไปอาทิเช่น
ช่วงคลื่น 0.5-0.6 ไมครอน มีคุณสมบัติในการจำแนกการใช้ที่ดิน, พืชพรรณ, คุณภาพน้ำชายฝั่ง
ช่วงคลื่น 0.6-0.7 ไมครอน มีคุณสมบัติในการจำแนกการใช้ที่ดิน, คุณภาพน้ำชายฝั่ง, ธรณีวิทยา
ช่วงคลื่น 0.7-0.8 ไมครอน มีคุณสมบัติในการแยกแหล่งน้ำ, พืชพรรณ, ธรณีวิทยา ฯลฯ
3. กำหนดวิธีการจำแนกประเภทข้อมูล เป็นการกำหนดว่าจะจำแนกประเภทข้อมูลแบบควบคุมหรือแบบไม่ควบคุม ถ้าเป็นแบบควบคุมจะต้องมีการสร้างพื้นที่ตัวอย่าง (Training Area) แต่ถ้าเป็นแบบไม่ควบคุมต้องมีการกำหนดจำนวนประเภทข้อมูล (Cluster)
4. กำหนดสมการจำแนกประเภทข้อมูล เป็นการกำหนดว่าจะใช้สมการเชิงสถิติอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งจะแตกต่างกันไปตามวิธีการจำแนกประเภทข้อมูล ตัวอย่างเช่น การจำแนกประเภทข้อมูลแบบไม่ควบคุม มีหลายสมการให้เลือกอาทิ ISODATA, K Means และ Fuzzy C Means เป็นต้น และการจำแนกประเภทข้อมูลแบบควบคุมมีหลายสมการให้เลือกเช่นกัน อาทิ Parallepiped, Minimum Distance to Mean และ Maximum Likelihood เป็นต้น
5. ตรวจสอบผลของการจำแนกประเภทข้อมูล เป็นการตรวจสอบความแม่นยำของผลลัพธ์ที่ได้ การจำแนกประเภทข้อมูล โดยการเปรียบเทียบกับสภาพพื้นที่จริงหรือข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่บริเวณนั้น



www3.eng.psu.ac.th/pec/6/pec6/paper/CoE/PEC6OR061.pdf




วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553




กระบวนการทำงานของดาวเทียม

1. การนำเข้าข้อมูลภาพดาวเทียมสู่ GRASS 2. การปรับแก้เชิงเรขาคณิต (Rectification) 3. การผสมสีภาพดาวเทียม (Color Composites) 4. การจำแนกประเภทข้อมูลภาพดาวเทียม (Image Classification)
1. การนำเข้าข้อมูลภาพดาวเทียมสู่ GRASS
โดยใช้คำสั่งของ GRASS ได้แก่คำสั่ง r.in.gdal จะได้ข้อมูลแยกตาม Band ทั้งหมด 7 Bands ด้วยกัน


2. การปรับแก้เชิงเรขาคณิต (Rectification)
เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระบบพิกัดภาพ (Image Coordinates) และระบบพิกัดภูมิศาสตร์ (Geographic Coordinates) โดยใช้จุดควบคุมภาคพื้นดิน (Ground Control Points)โดยมีขั้นตอนการปรับแก้ใน GRASS คือขั้นที่ 1 กำหนดกลุ่มข้อมูลที่จะทำงาน โดยใช้โปรแกรมย่อย i.group แล้วสร้าง mapset ของกลุ่มข้อมูลโดยใช้คำสั่ง i.targetขั้นที่ 2 ใส่ค่าพิกัดข้อมูลให้กับภาพโดยใช้โปรแกรมย่อย i.points ขั้นที่ 3 การ Transforming ภาพดาวเทียม ใช้โปรแกรมย่อย i.rectify โดยเลือก Group งานตั้งแต่ในขั้นตอนแรก
3. การผสมสีภาพ (Color Composites)
การผสมสีภาพดาวเทียมจากแต่ละแบนด์เพื่อเน้นสิ่งที่ต้องการศึกษาให้มีลักษณะสีเด่นขึ้นมาในลักษณะสีเท็จ (False Color) โดยสีที่ผสมใช้ชุดสีพื้นฐาน คือ แดง, เขียว, น้ำเงินขั้นที่ 1 กำหนดกลุ่มข้อมูลที่จะทำงาน โดยใช้โปรแกรมย่อย : i.group เพื่อสร้าง group ข้อมูลที่จะใช้ในการทำ Image Processingขั้นที่ 2 ทำการผสมสีภาพดาวเทียม (Color Composites)

<<<<<<<<<


4. การจำแนกข้อมูลภาพ (Image Classification)
เป็นการจำแนกประเภทข้อมูลภาพดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์ มี 2 วิธี คือ4.1 Unsupervised Classification วิธีการจำแนกประเภทข้อมูลที่ผู้วิเคราะห์ไม่ต้องกำหนดพื้นที่ตัวอย่างของแต่ละประเภทข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ใช้โปรแกรมย่อย : i.cluster เพื่อทำการกำหนดกลุ่มข้อมูลโดยกำหนดกลุ่มข้อมูลโดยประมาณ 20 กลุ่มหรือมากกว่า การจำแนกใช้ i.maxlik ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใช้กันทั่วไปในการจำแนกประเภทข้อมูล โดยพิจารณาจาก ค่าสะท้อนช่วงคลื่น (Reflectance) ของแต่ละจุดภาพ (Pixel) หมายเหตุ : การจำแนกประเภทนี้จะจำแนกตามการสะท้อนแสงของข้อมูลทำให้ไม่ทราบว่าสิ่งปกคลุมดังกล่าว คืออะไร ผู้ใช้ต้องเป็นผู้ให้รายละเอียดว่าสีใดคืออะไร และอาจทำการ Reclass ใหม่ โดยใช้โปรแกรมย่อย: r.reclass4.2 Supervised Classification วิธีที่ผู้วิเคราะห์ต้องกำหนดพื้นที่ข้อมูลตัวอย่าง (Training Area) ของข้อมูลแต่ละประเภทให้กับคอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณค่าสถิติ และค่าสถิติดังกล่าวจะเป็นตัวแทน สำหรับการจำแนกประเภทข้อมูลของพื้นที่ทั้งหมด การจำแนกประเภทนี้ผู้จำแนกต้องมีความรู้เบื้องต้นในพื้นที่ และการแปลภาพดาวเทียมเบื้องต้นด้วย ในการใช้ GRASS ศึกษา มีขั้นตอนดังนี้ขั้นที่ 1 ทำการเปิดภาพดาวเทียมที่ผ่านการผสมสี (Color Composites) เรียบร้อยแล้วแสดงสิ่งที่ปกคลุมผิวดิน (Land cover)ได้ชัดเจน ใช้โปรแกรมย่อย : v.digit เพื่อทำการกำหนดพื้นที่ตัวอย่าง พร้อมทั้งใส่ ข้อมูลเฉพาะ (Attribute) ให้กับพื้นที่ตัวอย่างใช้โปรแกรมย่อย : v.to.rast เพื่อการแปลงข้อมูลจาก Vertor เป็น Rasterใช้โปรแกรมย่อย : i.gensig เพื่อสร้างไฟล์พื้นที่ตัวอย่างดังกล่าว (signature file)ใส่รายละเอียด group, supgroup, ไฟล์ ที่เป็น Training area ใช้โปรแกรมย่อย : i.maxlik เพื่อนำ signature file มาทำการจำแนกประเภทข้อมูลกับภาพถ่ายดาวเทียม





ผลที่ได้จากการศึกษาโดยใช้วิธี Supervised Classification




>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>